คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานเปิดเกมรุกไล่รื้อกลุ่มบริษัทที่ได้สัมปทานธุรกิจ ปลอดอากร ณ สนามบินนานา ชาติสุวรรณภูมิ อย่างเอาจริงเอาจังอย่างไรก็ตามในความจริงสนามบินสุวรรณภูมิมีพื้นที่ให้บริการปลอดอากรอยู่ 2 ประเภท
ประเภทแรก พื้นที่การขายสินค้าปลอดอากรในอาคารผู้โดยสาร หรือ duty free airport ผู้ที่ได้สัมปทานคือ กลุ่มคิง เพาเวอร์ ของวิชัย รักศรีอักษร หุ้นใหญ่เป็นของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์
ประเภทที่ 2 พื้นที่ปลอดอากรนำเข้า-ส่งออกสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ free zone operation ในพื้นที่กลางแจ้งใกล้ลานจอดเครื่องบิน ผู้ที่ได้สัมปทานคือ บริษัท ไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGS) มีบริษัทโฟรบิเซอร์ พีทีอี สิงคโปร์ เป็นต่างชาติถือหุ้นใหญ่ 48.5% ทอท.ถือหุ้นเพียง 28.5%
ทั้ง 2 สัมปทานต่างก็เป็นองค์ประกอบหลัก มีความสำคัญต่อสนามบินสุวรรณภูมิที่จะเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการบินเอเชีย และยังเป็นแกนการสร้างรายได้ของประเทศ
โดย ร้านค้าดิวตี้ฟรีสนามบิน เป็นแหล่งช็อปปิ้งซึ่งไทยได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวมประมาณปีละ 1.5 แสนล้านบาท ดิวตี้ฟรีสนามบินมีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 10-15% ของทั้งหมด คิดเป็น 12-15 หมื่นล้านบาท/ปี
ส่วน ฟรีโซน เป็นแหล่งเพิ่มรายได้จากสินค้าส่งออกทุกชนิด ทั้งประเทศที่ยอดการขายแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ใช้บริการขนสินค้าผ่านสนามบินหรือทางอากาศ 15-20% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.5- 2.0 แสนล้านบาท
เปรียบเทียบศักยภาพการบริหารพื้นที่ ปลอดอากร ดิวตี้ฟรีกับฟรีโซนนับจากวันแรกที่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการตั้งแต่ 28 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ในขณะที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโดยหวังพึ่งรายได้ก้อนใหญ่จากทั่วโลกเข้าประเทศมูลค่ารวมหลายล้านล้านบาทจาก 2 อุตสาหกรรมที่ยังหวังได้คือ การท่องเที่ยวและการส่งออก
แต่บอร์ด พล.อ.สพรั่ง มีนโยบายแก้ไขความเสียหายสุวรรณภูมิ และ/หรือภาพรวมประเทศถูกทางถูกต้องหรือไม่ ?
คิง เพาเวอร์กับ TAGS ใครทำเสียหายกว่ากัน !?
เมื่อวิเคราะห์อย่างถ่องแท้แล้วขณะนี้ สัมปทานประเภทใด สร้างความเสียหายแก่สุวรรณภูมิและต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจทั้งระบบของประเทศมากกว่ากัน !?
ประเมินผลเชิงเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การลงทุน คิง เพาเวอร์ เจ้าของสัมปทานสัญชาติไทยที่ได้บริหารพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร และพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์ (commercial area) รวมกว่า 35,000 ตร.ม. มียอดส่งรายได้หมุนเวียนเข้า ทอท.ครบทั้ง 3 ส่วน ทั้งค่าเช่าพื้นที่จากร้านค้าย่อยรายเดือน ค่าเปอร์เซ็นต์จากยอดขายรายเดือน และค่าใช้เบ็ดเตล็ดเป็นเงินเฉลี่ยเดือนละ 250-300 ล้านบาท มาเป็นเวลา 7 เดือน กันยายน 2549-มีนาคม 2550
ร้านค้ารายย่อยในพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 200 ราย และร้านค้าดิวตี้ฟรีกระจายรายได้ในการจ้างแรงงานรวมทั้งสนามบินกว่า 6,000 คน มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว ประเทศมีชื่อติดอยู่ในเวทีโลกฐานะสนามบินชั้นดีที่สินค้าแบรนด์เนมรายใหญ่ของโลกให้ความเชื่อถือหอบเงินเข้ามาลงทุน
ในขณะที่ TAGS เจ้าของสัมปทานลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทย บริหารพื้นที่ฟรีโซนโอเปอเรชั่น คลังขนส่งสินค้าทางอากาศในพื้นที่หลายหมื่นตารางเมตรเช่นกัน มีผลเป็นวงกว้างต่อชะตากรรมผู้ส่งออกสินค้าทั้งประเทศมูลค่าปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้สนามบินจนถึงขณะนี้ TAGS เป็นบริษัทเดียวที่ถูกภาคเอกชนร้องเรียนมาตลอดว่าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาที่ทำไว้กับ ทอท.ได้ กรณีไม่สามารถพัฒนาระบบเทคโนโลยีซอฟต์แวร์การขนส่งสินค้าให้เข้ากับระบบของกรมศุลกากรได้
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการบริหารของ TAGS ในฟรีโซนคือ 1) ทอท.ยังต้องจ่ายค่าจ้าง TAGS ตามสัญญาปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท 2) ในระยะยาว ทอท.อาจต้องลงทุนสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่เพิ่มมูลค่าอีกหลายพันล้านบาทเพื่อรองรับสินค้าส่งออกที่เน่าเสียง่าย และพื้นที่รองรับสินค้าที่มีอยู่ฟรีโซนไม่ได้เหมาะกับการใช้งานจริงแต่กลับนำไปทำเป็นฟรีโซน เนื่องจากมีสินค้านำเข้าและส่งออกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ฟรีโซนอยู่ประมาณ 90%
3) ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งรายใหญ่และรายย่อย ประเมินมูลค่าความเสียหายแทบไม่ได้ และ 4) ฟรีโซนได้สร้างภาระต้นทุนใหม่แก่ผู้ใช้บริการโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่าย เปรียบเทียบแล้วสุวรรณภูมิต้นทุนสูงกว่าดอนเมือง 1,300 ล้านบาท/ปี
ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลถูกร้องทุกข์มาตลอด ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรายใหญ่รายย่อย อาทิ สมาคมบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ (TAFA) ที่มีสมาชิกว่า 1,000 แห่ง สภาหอการค้าไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร ทุกหน่วยยืนยันกับคณะทำงาน กลั่นกรองข้อมูลก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาระยะยาวอย่างจริงจัง
ทั้งหมดเป็นผลมาจากบริการของ TAGS ทำตามสัญญาไม่ได้ใช่หรือไม่ !?
ในเรื่องการจัดทำไอทีเชื่อมโปรแกรมขนส่งสินค้าสุวรรณภูมิแบบวันสต็อปเซอร์วิสระหว่าง IT System and X-ray System for Cargo Free Zone : ITX-FZ กับ Airport Cargo Communication System : ACCS ไม่สามารถ ต่อเข้ากับ EDI ของกรมศุลกากร
บอร์ดอุ้ม ธุรกิจคนไทยหรือต่างชาติ !?
หากย้อนกลับไปตรวจสอบเส้นทางสัมปทาน ปลอดอากร ทั้งคิง เพาเวอร์และ TAGS ได้สิทธิมาจากอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตบอร์ดศรีสุข จันทรางศุ เหมือนกัน ต่างกันตรง 4 ประเด็นได้แก่
1) จำนวนหุ้น ในแต่ละบริษัทคิง เพาเวอร์ คนไทยถือ 100% ส่วน TAGS ต่างชาติกลุ่มโฟรบิเซอร์ พีทีอี สิงคโปร์ถือ 48.5% 2) การประมูลฟรีโซนโอเปอเรชั่น ถูกร้องเรียนมาตั้งแต่แรกว่าดอดใส่โปรเจ็กต์ลอจิสติกเซ็นเตอร์พ่วงเข้าไป มีมูลค่าที่ ทอท.อาจต้องลงทุนใหม่หลายหมื่นล้านบาท จนภายหลังถูกกระแสทวงถามหนักโดย พล.อ.ชัยอนันต์ เจริญศิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เข้าไปขวางไว้ สุดท้ายจึงต้องตัดโครงการนี้ทิ้งไป
3) สัมปทานของ TAGS มีแต่ค่าใช้จ่ายในฐานะผู้รับจ้างเฝ้าพื้นที่และบริการก็ไม่เป็นไปตามเป้ามาตั้งแต่วันแรก 28 กันยายน 2550 ทำให้สินค้าส่งออกของเอกชนเน่าเสียไปกว่า 500 ล้านบาท ใช่หรือไม่ ? และ 4) หลัง TAGS แปลงสภาพให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นมากที่สุดไปก็ได้สัมปทานจ้างเหมางาน (outsorce) จากสุวรรณภูมิอีกกว่า 6 โครงการ และหลายงานมีประสิทธิภาพตามเงื่อนไขที่ข้อตกลงไว้กับ ทอท.จริงหรือไม่ !?
กลับมาที่ กลุ่มคิง เพาเวอร์ มีจุดที่เป็นปัญหาเรื่องเดียว คือเรื่องที่ถูกทุบกรณีไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติร่วมทุน พ.ศ.2535 โครงการมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท บอร์ด พล.อ.สพรั่งจึงมีมติให้ไม่มีสัญญาหรือสิทธิผูกพันใดต่อกัน และขยายผลตัดแขนขาเสมือนจะปิดดิวตี้ฟรีทางอ้อมด้วยการไม่ต่อบัตรพนักงานคิง เพาเวอร์ในสุวรรณภูมิ
ปรากฏการณ์เอาผิดกับธุรกิจ ปลอดอากร ในสุวรรณภูมิ ของบอร์ด พล.อ.สพรั่งได้ใช้ความรู้ความสามารถและอำนาจที่มีปฏิบัติต่อผู้ได้สัมปทานโดยวัดได้จากความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศอย่างเท่าเทียมจริง และ/หรือเป็นเพียงเกมใครพวกใคร !?
หน้า 35
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
