2 สมาคมระดับโลก สมาคมท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association : PATA) และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) วิเคราะห์ เทรนด์ การเป็นประเทศ ศูนย์กลางการเดินทางและการบินเอเชีย-แปซิฟิก (Travel & Aviation Hub in Asia Pacific)จากผลสำรวจสนามบินนานาชาติ 45 แห่ง ที่กำลังช่วงชิงตำแหน่ง ผู้นำฮับการบินเอเชีย เปรียบเทียบปีความสำเร็จปี 2550 และหลังปี 2553 สนามบินนานาชาติกรุงเทพ หรือ สุวรรณภูมิ ไทย กับ ชางยี สิงคโปร์ ต้องชิงไหวชิงพริบกันอย่างดุเดือด
ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ขยายเครือข่ายจุดบิน อินโดจีนและพม่า เป็นฐานการพัฒนาส่วนแบ่งรายได้ตลาดใหม่ ขึ้นอยู่กับประเทศใดจะใช้ศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านท่องเที่ยวและเดินทางเป็นกลไกนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่ากัน
จอห์น โคลโดสกี้ ผู้อำนวยการศูนย์กลยุทธ์การแข่งขัน สมาคมท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เปิดเผยว่า สถานการณ์รายได้ท่องเที่ยวอีก 3 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป ในเอเชีย-แปซิฟิก 18 ประเทศ จะมีส่วนแบ่งรายได้ถึง 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.85 ล้านล้านบาท)
ไทย จะเป็นประเทศในเอเชียที่ครอง ส่วนแบ่งรายได้มากที่สุดถึง 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (4.55 แสนล้านบาท) มากกว่ามาเลเซียจะได้เพียง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.85 แสนล้านบาท) เกาหลีจะได้ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (2.45 แสนล้านบาท) และมาเก๊าจะได้ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.75 แสนล้านบาท)
ขณะเดียวกันสมาคมพาต้าเสนอการวิเคราะห์ผลเปรียบเทียบอัตราการขยายตัว ตลาดการเดินทางและปริมาณจราจรทางอากาศ ปี 2550 และภายหลังปี 2553 ยืนยันว่า 45 สนามบินที่จะแข่งขันกันเป็นฮับนั้น ต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์การสร้างเครือข่ายการบิน 2 ระยะ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามข้อเสนอของ The Air Transport Action Group (ATAG) นั่นคือ
ภาพรวมภายใน 20 ปีนี้จะมีผู้โดยสารเดินทางรวม 870 ล้านคน การเร่งพัฒนาเพื่อครองส่วนแบ่งต้องมี 2 ระยะ คือระยะที่ 1 ระหว่าง 2550-2557 จะมีกำลังซื้อเพิ่มเป็น 2 เท่า และระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2565 สนามบิน 8 ใน 10 ทั่วเอเชียประเทศใดสามารถปรับสภาพรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ก่อนจะได้เป็นแชมป์ตลาดและศูนย์กลางการบินเอเชีย
กลยุทธ์หลักต้องมุ่ง ขยายเครือข่ายจุดบิน วางแผนใช้ 2 เทคนิคร่วมกัน เทคนิคที่ 1 สายการบินต้องหา 3 สนามบิน ร่วมกันพัฒนา จุดบินเชื่อมเครือข่ายการเดินทางตรงแบบ จุดสู่จุด หรือ point to point เพื่อถ่ายโอน ผู้โดยสารในประเทศบินต่อไปยังเที่ยวบินต่างประเทศได้สะดวก เทคนิคที่ 2 ต้องหาสนามบิน เกตเวย์ใหม่เชื่อมกับสนามบินอินเตอร์ที่เป็นฮับหลัก เพื่อถ่ายโอนผู้โดยสารระหว่างประเทศกับระหว่างประเทศ
สมาคมพาต้าพบว่าสนามบินนานาชาติใน เอเชียที่จะต่อสู้กันอย่างดุเดือดและมีโอกาสพอๆ กัน มี 6 แห่ง คือ เช็ก แลป ก๊ก (ฮ่องกง) ปักกิ่ง (จีน) จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) อินชอน (เกาหลีใต้) ชางยี (สิงคโปร์) และสุวรรณภูมิ (ไทย)
สุวรรณภูมิ กับ ชางยี เป็นคู่แข่งขัน ที่น่าจับตาอย่างมาก เนื่องจากในการทำข้อมูลวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบการใช้ศักยภาพของ สนามบินอินเตอร์เนชั่นฮับ และ สนามบิน เกตเวย์ ทั้ง 2 ประเทศมีโอกาสพอกันในการใช้ฐานเครือข่ายขยายจุดบินพื้นที่หลัก อินโดจีนและพม่า กับ มาเลเซียและอินโดนีเซีย (ดูชาร์ตประกอบ)
ไทย ปี 2550 มีจุดบินครอบคลุมกลุ่มอินโดจีนและพม่า 9 เมือง ได้แก่ สปป.ลาว 3 เมือง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ปากเซ กัมพูชา 2 เมือง พนมเปญ เสียมราฐ เวียดนาม 3 เมือง โฮจิมินห์ ดานัง ฮานอย และพม่า 1 เมือง ย่างกุ้ง รวมเที่ยวบินประมาณ 226 เที่ยว/สัปดาห์ จึงง่ายและมีปัจจัยทางนโยบายในการเปิดน่านฟ้าเสรีเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ก้าวสู่ความเป็นฮับได้เร็วกว่านานาประเทศ
ถ้าหากไทยสร้างเวียดนามเป็นเกตเวย์ที่เข้มแข็งได้จะเป็นผลดีอย่างมาก เพราะ เวียดนาม นอกจากสนามบิน 3 เมืองหลัก ขณะนี้กำลัง เพิ่มสนามบินใหม่ 4 เมือง ดาลัต นาตรัง หัว และฟูกว๊วก เป็นการเปิดทางให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินต่อไปยังเมืองย่อยได้ในอนาคต
ส่วน พม่า เมืองสำคัญที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในสนามบินเมืองปากันและมัณฑะเลย์ กัมพูชา นอกจากพนมเปญ เสียมราฐ ก็ยังมีน้องใหม่สนามบินกัมปงโสม สีหนุวิลล์
ส่วน สิงคโปร์ ปี 2550 ยังจะปักหลักใช้ เกตเวย์มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่หลังปี 2553 จะหันไปพึ่งเกตเวย์ทาง อินโดนีเซียและมาเลเซีย เต็มตัวในการเชื่อมจุดย่อย 15 เมือง ด้วยเที่ยวบินขาออกไปยังประเทศอื่นในอาเซียนและเอเชียกว่า 281 เที่ยว/สัปดาห์
ขณะนี้รัฐบาลสิงคโปร์เร่งปรับโมเดลการเป็นฮับเอเชียด้วยการผลักดัน กัวลาลัมเปอร์ เป็นสนามบินหลักที่จะขยายเส้นทางบินย่อยไปยังเมืองต่างๆ คู่ขนานกับการใช้ เมืองใหญ่ เชื่อมจุดบินเข้าญี่ปุ่น 4 เมือง แต่โอกาสยังไม่เอื้อเท่าไร เพราะอาจต้องพึ่งสนามบิน ฟูซาน เกาหลีใต้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากสิงคโปร์เข้าไปยังฟูซาน
จิโอแวนนี บิสิกเนนี่ ซีอีโอสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีโอกาสสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่จะเพิ่มส่วนแบ่ง ผู้โดยสารในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกินค่าเฉลี่ยรวมประมาณปีละ 7% แต่ไทยสามารถทำได้มากกว่านี้
ตามการประเมินของสมาคมไออาร์ต้าและพาต้าเห็นได้ชัดว่า ปริมาณการเติบโตผู้โดยสารเครื่องบินในตลาดเอเชียช่วง 3 ปีนี้ ปี 2550-2551-2552 เติบโต 4 พื้นที่ เปอร์เซ็นต์เพิ่มตามลำดับดังนี้
อันดับ 1 ภายในเอเชีย-แปซิฟิก 6.6% 6.4% 5.5% ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่ม 6.8% อันดับ 2 ระหว่างตะวันออกกลาง-เอเชีย-แปซิฟิก เพิ่ม 6.4% 5.9% 5.5% ส่วนค่าเฉลี่ยรวมเพิ่ม 6.7% อันดับ 3 ยุโรป-เอเชีย-แปซิฟิก 5.5% 5.4% 5.6% ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่ม 5.9% อันดับ 4 ทรานส์-แปซิฟิก 5.9% 6.2 % 4.0% ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่ม 5.8%
ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2550 มกราคม-มีนาคม การขนส่งผู้โดยสารทั่วเอเชียทำได้ 74.9% เพิ่มขึ้น 7% คาดการณ์ตลอดปี 76.4% เพิ่ม 7.8% การขนส่งสินค้าทางอากาศ เพิ่ม 2.3% คาดตลอดปีเพิ่มต่ำกว่า 5.5%
ทั้ง 2 สมาคม พาต้า-ไออาร์ต้า ได้ชี้ ขุมทรัพย์ รายได้ท่องเที่ยวและการ ก้าวเป็นฮับการบินโดยยก ไทย เป็นผู้นำเอเชีย หากในเชิงนโยบายเพิ่มขีดความ สามารถสุวรรณภูมิและการบินไทย ปี 2553 ประเทศจะไปถึงจุดหมายหรือไม่ จะต้องลุ้น กันต่อไป
หน้า 35
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
