การตัดสินใจเปรี้ยงแรกของพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. เมื่อ 22 มีนาคม 2550 มีมติว่าระหว่าง ทอท.กับ คิงเพาเวอร์ อินเตอร์ เนชั่น กรุ๊ป ของ วิชัย รักศรีอักษร เจ้าของสัมปทานพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์ (commercial area) และร้านค้าปลอดอากร (duty free) ถือว่าทั้ง 2 แห่งไม่มีสัญญา และผลตอบแทนรายได้ตลอดสัมปทาน 10 ปี มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท นั้นไม่เคยมีต่อกันเหตุผลมีอย่างเดียวคือ การลงทุน ทั้ง 2 โครงการเข้าข่ายการบังคับใช้ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เนื่องจากมูลค่าการลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท
แต่ หมัดเด็ด ที่บอร์ดพลเอกสพรั่งจะใช้เป็น หมัดน็อก คู่ต่อสู้กลับมาน็อกตัวเอง เพราะล่วงเลยเกือบ 2 เดือนแล้วยังหาข้อยุติไม่ได้ การประชุมล่าสุดเมื่อ 9 พฤษภาคม 2550 กระแสยกเลิกสัญญาคิงเพาเวอร์ฯยังคุกรุ่น
เสมือน พลเอกสพรั่ง ผู้นำเรื่องนี้เริ่มมองหา ทางลงและเปิดทางถอย ให้ตัวเองจากการตอบอย่างอิดโรยว่า ผมไม่ได้คิดจะเป็นศัตรูหรือตั้งหน้าโค่นล้มใคร มติเรื่องคิง เพาเวอร์ เป็นการทำตามหน้าที่ ตอนนี้หวังอย่างเดียวคือให้ความเป็นธรรม โดยขอให้ใช้กฎหมายเป็นช่องทางตัดสินปัญหา และขอพึ่งตัวช่วยคือ ศาล เป็นผู้ยุติและชี้ขาดเรื่องทั้งหมดว่า ใครผิด รัฐ (ทอท.) หรือเอกชน (คิงเพาเวอร์)
บรรดาลูกคู่พลเอกสพรั่งในบอร์ด อาทิคัมภีร์ แก้วเจริญ อดีตอัยการ 1 ในบอร์ด ทอท.ชุดนี้ยันเสียงแข็งว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความชัดเจนว่าเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535 แต่พอถูกถามว่าถ้าทุกอย่างชัดเหตุใดปัญหายังยืดเยื้อ
และ/หรือ กำลังเล่นเกม นับถอยหลัง กันอยู่ อีกไม่กี่วันก็ต้อง คืนอำนาจให้ประชาชน บอร์ดทำได้อย่างมากก็แค่เปิดแผลทิ้งร่องรอยความสูญเสียทางธุรกิจให้ ทอท. แบกต่อไป
คัมภีร์ยอมรับว่าในทางธุรกิจนั้นเสียหายจริง เพราะตามกฎหมายเมื่อไม่มีสัญญาต่อกัน ทอท.ก็รับ รายได้รายเดือน เดือนละ 300 ล้านบาท จากคิงเพาเวอร์ไม่ได้
สถานการณ์ตอนนี้ยิ่ง สัญญา 2 หมื่นล้าน ถูกยื้อนานเท่าใด ชะตากรรมของ บอร์ดพลเอกสพรั่ง ย่อมตกเป็นจำเลย ทั้งทางธุรกิจและสังคมมากเป็นเงาตามตัว
หน้า 31
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
