สัมภาษณ์โดย เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
การขับเคี่ยวกันเพื่อช่วงชิงความเป็นแชมป์ ศูนย์กลางการแพทย์นานา ชาติ หรือ International Medical Treatment Hub ระหว่าง 4 ประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และ ไทย ระหว่าง พ.ศ.2550-2551 ตั้งเป้าจะขยายผลเชิญชวนนักท่องเที่ยวนานาชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศรักษาความเจ็บป่วยเฉพาะทางให้ได้ปีละ 2 ล้านคนขึ้นไป เพิ่มส่วนแบ่งรายได้กว่า ปีละ 8 หมื่นล้านบาท-1 แสนล้านบาท คิดเป็น 35% ของรายได้จากตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศ
นายแพทย์อภิชาติ ศิวยาธร ผู้อำนวยการด้านปฏิบัติการทางการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้นำตลาดเมดิคอลอินเตอร์ และในฐานะกรรมการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประชาชาติธุรกิจ ถึงนวัตกรรมเมดิคอลที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เมื่อไทยสามารถทวงแชมป์ความนิยมกลับมาได้เป็นอันดับ 1 ของเอเชียเรียบร้อยแล้ว
- ไทยสามารถทวงแชมป์ตลาดเมดิคอลมาได้อย่างไร
โรงพยาบาลเอกชนของไทยปูพรมตลาดการรับรักษาชาวต่างชาติมากว่า 8 ปี ภาพรวมได้พัฒนาศักยภาพความพร้อมมานานจนเป็นที่นิยม พึงพอใจ สร้างความมั่นใจ แก่ชาวต่างชาติแบบปากต่อปาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลกลุ่มใหญ่อย่างบำรุงราษฎร์ สมิติเวช กรุงเทพ พญาไท พระราม 9 ปิยะเวท
จำนวนผู้ใช้บริการชาวต่างชาติช่วง 5 ปีที่มี การเติบโตแบบก้าวกระโดด รายได้เฉพาะค่ารักษาภายในโรงพยาบาลเพียงส่วนเดียว ก็โตเป็นเงาตามตัว จากปี 2544 ประเทศไทยได้เพียง 5 แสนคน ทำเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท สถิติปี 2548 เพิ่มเป็น 1.28 ล้านคน รายได้ทะยานแตะ 4 หมื่นล้านบาท
รายได้ดังกล่าวยังไม่รวมการใช้จ่ายหมวดอื่นที่ชาวต่างชาติกลุ่มตลาดเมดิคอลนิยมจับจ่าย หมวดหลักช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ การท่องเที่ยวตามสวนสนุก และเมืองชายหาด ภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนขนาดการเดินทางแต่ละกลุ่มจะยกกันมาเป็นครอบครัว 8-10 คน/ทริป ใช้วันพักเฉลี่ยอยู่ในเมืองไทยขั้นต่ำมากกว่า 1 เดือน ขึ้นอยู่กับอาการของโรคที่รักษา
ก่อนหน้านี้มีคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันอยู่ 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และไทย ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับต้นๆ และพร้อมจะเป็น Medical Hub of the World ก็เพราะมาตรฐาน 4 เรื่อง คุณภาพบุคลากรทางการแพทย์ ราคา ค่ารักษาเปรียบเทียบแล้วถูกกว่ายุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง หลายเท่าตัว มาตรฐานบริการและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์
นอกจากองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว ยังมีแรงส่งสำคัญอีก 2 อย่าง คือจิตวิญญาณของคนไทย และสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ มีแหล่งดึงดูดใจทางทะเล ธรรมชาติ และแหล่งช็อปปิ้งสินค้าคุณภาพ ทำให้ชาวต่างชาติเชื่อมั่นที่จะบอกกันปากต่อปากเพื่อเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในไทย ทำให้ประเทศประสบความสำเร็จสูงขึ้นตามลำดับ
- โรงพยาบาลที่จะเข้าสู่ตลาดควรวางกลยุทธ์อย่างไร
ต้องมุ่งเน้นการสร้างคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล เมดิคอล ทรีตเมนต์ ขณะนี้หลายโรงพยาบาลกำลังเร่งที่จะทำระบบเพื่อให้ได้ใบรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน JCI : Joint Commission International ของสหรัฐอเมริกา
มาตรฐานนี้เป็นเครือข่ายการตรวจสอบและให้การรับรองโรงพยาบาลสากลโดยมีศูนย์กลางใหญ่เรียกว่า JMI : Joint Medical International ส่วน JCI เป็นสาขาที่กระจายอยู่ตามทวีปต่างๆ เมื่อโรงพยาบาลใดได้ใบรับรอง ชาวต่างชาติจะเกิดความมั่นใจเข้ามาใช้บริการ บำรุงราษฎร์ได้การรับรองมาแล้ว 8 ปี ขณะนี้มีโรงพยาบาลชั้นนำของเมืองไทยหลายแห่งได้รับเช่นกัน ภายในปี 2550 คาดว่าจะมีเพิ่มอีก 2-3 โรงพยาบาล
ส่วนการลงทุนเพิ่มตลาดต่างประเทศ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนเป็นแกนนำที่ช่วยผู้ประกอบการได้มากทีเดียว ส่วนโรงพยาบาลโดยทั่วไปตื่นตัวที่จะเจาะตลาดด้วยตนเองในการเดินทางไปดีลกับบริษัทคู่ค้าทั่วโลก แต่ละแห่งจะมีกลุ่ม เป้าหมายแตกต่างกันตามลักษณะความเชี่ยวชาญการรักษาพิเศษ โรคหนักๆ ที่ต่างชาตินิยมเข้ามาให้หมอไทยรักษาคือหัวใจ มะเร็ง สมอง กระดูก
- ลูกค้ารายใหญ่จากต่างชาติมาจากไหนบ้าง
กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต ตลาดมาแรงใกล้บ้านเราก็มี วี.ไอ.พี.กลุ่มประเทศแถบ อินโดจีน พม่า กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้งนักธุรกิจต่างชาติที่ทำงานอยู่แถบนี้ พอป่วยก็จะมารักษาที่ไทยหรือบินไปสิงคโปร์
เมื่อปี 2549 โรงพยาบาลเอกชนไทยมีคนไข้ต่างชาติ 1.5-2 ล้านคน ส่วนบำรุงราษฎร์มีผู้ป่วยนอกปีละประมาณ 20,000 คน ส่วนแบ่งตลาดเป็นคนไทย 50% ต่างชาติ 50% แนวโน้มเพิ่มตามความพึงพอใจของลูกค้าและตลาดขยายตัวปีละ 20-25%
ไทยมีความได้เปรียบนานาประเทศ 3 ส่วน คือ คนไข้ไม่จองคิวรักษานานเหมือนในยุโรป อเมริกา มีความรวดเร็วพร้อมให้บริการแบบมืออาชีพได้ทันที และราคาไม่แพง ต่างจากสิงคโปร์ค่ารักษาและค่าครองชีพยังสูงกว่าไทย จึงทำให้จำนวนคนไข้ทำได้หลักแสนคนเท่านั้น ที่เบียดกับไทยมาติดๆ คืออินเดีย มีทุกอย่างคล้ายกัน จะได้เปรียบตรงค่ารักษาถูกกว่าเล็กน้อย
สำหรับค่าใช้จ่ายของแต่ละกรณีที่รับการรักษาบางโรคใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท/กรณี หัวใจสำคัญแพทย์เฉพาะทางทุกโรงพยาบาลมีความจริงใจตระหนักถึงจรรยาบรรณอาชีพมากกว่าเรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ จึงได้รับความนิยมและไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆ
- ปัจจัยอะไรที่จะสนับสนุนไทยเป็นเมดิคอล ฮับแบบยั่งยืน
ขณะนี้ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้านนโยบายประสาน 3 กระทรวงเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ สาธารณสุข การต่างประเทศ การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมทั้งวางแผนแม่บทการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ฮิตเป็นพักๆ เรื่องที่ต้องทำอันดับแรกคือ ยุทธศาสตร์เมดิคอลคู่ขนานกับการจัดระเบียบพิธีการเข้าเมืองของคนไข้ เพราะส่วนใหญ่ต้องพักฟื้นนานเกินกว่า 1 เดือน
ล่าสุดได้รับการยืนยันจากนายสุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกงสุลใหญ่ประจำดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่ากลุ่มประเทศตะวันออกลางได้รับการยกเว้นให้อยู่ในไทยได้ถึง 90 วัน
การพัฒนาบุคลากรเป็นอีกเรื่องที่ต้องทำคู่ขนานกันไป ทั้งการผลิตแพทย์และพยาบาลซึ่งเป็นตัวจักรใหญ่ที่กำลังขาดตลาด เพราะมีการดึงตัวกันสูงมาก
เพราะถึงวันนี้เมดิคอลไทยจะแซงหน้าสิงคโปร์ มาเลเซีย ไปแล้วก็ตาม แต่รัฐบาล 2 ประเทศนี้ใส่เกียร์ห้าหนุนเอกชนของเขาเต็มที่เพื่อรอเวลาทวงแชมป์กลับคืนไป ถึงขนาดตั้งหน่วยงานของรัฐเข้ามาศึกษาดูแลธุรกิจเมดิคอลโดยเฉพาะ
แม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เอง หลังจากผู้นำประเทศมีนโยบายภายใน 5 ปีนี้ปักธงจะเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจโลก โดยโหมทำศูนย์กลางการแพทย์แข่งกับเอเชีย เปิดโซน hospital center ขึ้น พร้อมทั้งระดมมืออาชีพทางการแพทย์แบบครบวงจรเข้ามาเปิดกิจการในดูไบและอาบูดาบี
วันนี้ไทยทวงแชมป์การเป็น เมดิคอลฮับ มาได้แล้ว หากปล่อยให้หลุดมือไป โอกาสที่จะคว้ามาอีกครั้งคงไม่ง่ายอีกต่อไป
หน้า 32
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
