สัมภาษณ์กงกฤช หิรัญกิจ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประชาชาติธุรกิจ ถึงภารกิจใหญ่หมวก 3 ใบที่สวมอยู่ในฐานะ ประธาน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรรมการสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) และ 1 ในคณะกรรมการองค์การมหาชน องค์กรบริหารการพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) น่าสนใจอย่างยิ่งว่าตลอด 1 ปีครึ่งนี้ จะใช้ศักยภาพตำแหน่งเหล่านี้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคเอกชนทั้งประเทศจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายใดบ้าง
- เข้าไตรมาส 2 แล้วเตรียมขยับแผนงานใดบ้าง
ภารกิจสภาท่องเที่ยว ผมเน้นนโยบายหลัก 4 เรื่อง อันดับ 1 การพัฒนาคน อันดับ 2 พัฒนามาตรฐานการจัดการแหล่งท่องเที่ยว อันดับ 3 การพัฒนาตลาดภาพรวม อันดับ 4 การจัดทำฐานข้อมูลตามแบบฉบับสากลเพื่อใช้พยากรณ์ดัชนีการท่องเที่ยว อดีต ปัจจุบัน อนาคต เช่นเดียวกับ 2 สภาใหญ่ สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ระหว่างนี้ไปจนถึงเดือนกันยายนสภาท่องเที่ยวโหมการเพิ่มขีดความสามารถคนในแวดวงธุรกิจ ได้จับมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME BANK) ผลักดันรูปธรรมโครงการ อบรมผู้นำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศ 8 คลัสเตอร์ รวมทั้งหมด 320 คน เมื่อครบคอร์สจะสร้างเป็นผู้ประกอบการต้นแบบของสภาอุตฯท่องเที่ยว เน้นการเพิ่มขีดความสามารถสอดแทรกธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจพอเพียง
จากนั้นในปี 2551 กำลังวางแผนทำโครงการนี้ต่อเนื่องไปโดยยึด 8 คลัสเตอร์หลัก แต่ขยายเพิ่มอีก 2 ส่วน คือ จำนวนคนที่สมัครเข้าอบรมเพิ่มขีดความสามารถรวม 1,000 คน/ปี พร้อมทั้งมุ่งสร้างผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มใหม่ประเภทธุรกิจร้านอาหารไทยทั่วประเทศ
- นอกจากสร้างผู้นำต้นแบบแล้วบุคลากรทั่วไปจะทำอย่างไร
ขณะนี้ตกลงร่วมทำกับสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรียบร้อยแล้ว เริ่มเดินเครื่องเปิดอบรมทันทีให้แก่บุคลากรทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ เตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีในกรอบอาเซียนที่จะต้องให้ทันปี 2551 เพื่อเป็นเกราะป้องกันอาชีพและธุรกิจ โดยจะชี้นำให้ผู้ประกอบการแรงงานในไทยได้รับรู้มาตรฐานของต่างชาติ และนำมาใช้เป็นเครื่องมือขยายไปธุรกิจไปต่างประเทศ
โดยบางอาชีพทำมาตรฐานเสร็จแล้ว เช่น พ่อครัว แม่ครัว เนื่องจากมีศักยภาพที่ไปต่างประเทศได้ก่อน ต่อไปจะทยอยทำตามศักยภาพ ที่เริ่มได้โดยเสียเปรียบน้อยที่สุด เช่น ธุรกิจภัตตาคาร โรงแรมรีสอร์ต ยังมีช่องว่างขยายฐานลงทุนไปในประเทศเพื่อนบ้านได้
- วางกลไกการสร้างระบบการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวไว้หรือไม่
มีครับ สภาท่องเที่ยววางไว้ว่าการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กำลังทำแบรนด์ อิมเมจ เพื่อพัฒนา 9 คลัสเตอร์ โดยให้มีการออกแบบผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวครบวงจร ดึงลักษณะเด่นของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ผู้ใช้บริการเห็นความแตกต่างกระจายครอบคลุมพื้นที่ 9 กลุ่มภาค
ได้แก่ ภาคอีสานตอนเหนือและตอนใต้ ภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมกรุงเทพฯ ภาคใต้จังหวัดฝ่ายฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งทะเลอ่าวไทย กลุ่มภาคกลางแถบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 5 จังหวัด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง คิดเป็นแนวคิดรวบยอดที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ (theme concept) จะให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้
วางขั้นตอนทำประชาพิจารณ์พื้นที่จริงฟังความเห็นของภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 2,000 คน จากตัวแทนทั้ง 9 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 200 คน ต้องเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน
จากนั้นปี 2551 จะนำข้อสรุปที่ได้จากการทำประชาพิจารณ์ไปรวมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปินพื้นบ้าน และองค์กรปกครองท้องถิ่น จัดทำพิมพ์เขียวต้นแบบการดีไซน์สินค้าให้สอดรับกับธีม คอนเซ็ปต์ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ป้ายบอกทาง ร้านอาหาร ชุดแต่งกายพื้นเมือง วัสดุอุปกรณ์ ถังขยะ แต่ละพื้นที่ต้องโชว์เอกลักษณ์พื้นบ้านอันเป็นความแตกต่างของสินค้า
การบูรณะแหล่งท่องเที่ยวในฐานะกรรมการ อพท.ล่าสุดมี 9 คน ผมตั้งใจจะรณรงค์ให้ประกาศเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเพิ่มขึ้น และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น เกาะช้าง ต้องหาต้นแบบผังเมืองพื้นที่พิเศษและการจัดการที่น่าจะสัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่าทุกวันนี้
- เรื่องพัฒนาตลาดมีโครงการอะไรรองรับบ้าง
เป็นเรื่องสำคัญในแผนงานช่วงปีสุดท้าย 2551 นอกจากความสำเร็จปี 2550 โครงการเปิดทองหลังพระ...เที่ยวโครงการพระราชดำริ 19 แห่ง ทั่วประเทศ ยังจะประสานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพาผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นหลัก เดินทางไป ร่วมการแสดงสินค้าท่องเที่ยว (trade show) และการประชุมธุรกิจระหว่างประเทศ (trade meet) 3 งานหลัก คือ ไทยแลนด์ แทรเวล มาร์ต (TTM) เวิรลด์ แทรเวล มาร์ต (WTM) อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล เบอร์ลิน (ITB) โดยให้ความรู้กับกลุ่มนี้มีประสบการณ์ทำตลาดโดยตรง
สุดท้ายเป็นเรื่อง ทำฐานข้อมูล กำลังหารือกับ รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จำลองจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างแบบพยากรณ์ดัชนีความเชื่อมั่นใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สะท้อนถึงสภาพท่องเที่ยวที่ผ่านมาและในอนาคตข้างหน้า ขั้นตอนอยู่ระหว่างหารือและขอการสนับสนุนจากหน่วยราชการ ทำให้เอกชนมีข้อมูลเชิงวิชาการรองรับ เหมือนกับสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ทั้งหมดมีรูปธรรมที่เคลื่อนขบวนอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยจะเน้นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี และไม่ได้จำกัดเฉพาะสมาชิกเท่านั้น แต่จะถือว่าให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับอุตฯท่องเที่ยว แต่การจัดลำดับความสำคัญก็ต้องให้สมาชิกเป็นอันดับแรก
- จะใช้เวที สนช.ทำอะไรด้านท่องเที่ยวได้บ้าง
เสนอจัดทำกฎหมาย จรรยาบรรณ บรรจุ ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2535 ขณะนี้ร่างข้อบังคับเตรียมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอเป็นกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหา เป็นเชิงการจูงใจให้ผู้ประกอบการควรปฏิบัติหรือพึงละเว้นไม่ปฏิบัติ ไม่มีผลทางการลงโทษ แต่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจะได้พิจารณาเลือกใช่ ถูกต้องเหมาะสม
และได้เสนอที่ประชุม สนช.แก้ไข พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การปฏรูประบบราชการ พ.ศ.2545 ทางด้าน ให้ ททท.เป็นหน่วยงาน รับผิดชอบด้านตลาดท่องเที่ยว ส่วนหน้าที่ของผู้ว่าการฯ ตามกฎหมายใหม่ต้องแก้ไขให้เป็นลูกจ้างไม่ใช่ข้าราชการประจำ
ทางด้านจำนวนคณะกรรมการหรือบอร์ด ททท.เสนอเพิ่มจาก 11 เป็น 15 คน ระบุตำแหน่ง ประธาน จะมาจากแต่งตั้งไม่ใช่ รัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเอง แต่ให้มีปลัดกระทรวงเกี่ยวข้องเข้าไปเป็นตัวแทนคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกไป เพราะ ททท.ดูแลตลาดไม่ได้ทำนโยบายและแผนท่องเที่ยวอีกแล้ว และต้องมีตัวแทนสภาอุตฯเข้าไปเป็นบอร์ด เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
นอกจากนี้ยังเสนอให้ลดขั้นตอนการทำงาน ของบอร์ด ททท.บางเรื่องไม่จำเป็นต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เช่น อำนาจตั้งสำนักงานสาขา หรือการส่งผลการดำเนินงานเสนอแค่รัฐมนตรีก็พอ การขับเคลื่อนใน สนช.นั้น ได้เสนอไปก่อนสงกรานต์ปีนี้ โดยมีนายประสิทธิ์ โฆวิไลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขอรับร่างไปดูก่อนตามเงื่อนไข 30 วัน
ตอนนี้ก็เหลือแต่จะสานงานทั้งหมดให้สำเร็จ ลุล่วงตามนโยบายทั้ง 4 ข้อที่วางไว้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุคต่อไปเข้มแข็ง
ผมก็ได้แต่หวังว่าเมื่อสภาอุตฯเข้มแข็งมีเสถียรภาพมั่นคงทุกองค์กรก็จะกลับมารวมกัน เป็นเอกภาพเพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศต่อไป
หน้า 35
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
