เอเย่นต์ทัวร์ทั่วอินเดียตีปีกรับโรดโชว์ Amazing Thailand Products Presentation เปิดข้อมูลยอดขายท่องเที่ยวไทยรุกหนักกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง ครอบครัวเศรษฐี แพ็กเกจแต่งงาน-ฉลองสมรส แรงสุดๆ คู่บ่าวสาวทุ่มไม่อั้น 1.7-20 ล้านบาท ยกขันหมาก เชิญแขก มาจัดตามโรงแรมหรูในเมืองไทย ขณะที่โปรแกรมทัวร์ครองตลาดราคา 2 หมื่น ทริปละ 5 วัน 4 คืน ททท.เตรียมจัดโครงการต่อเนื่องพร้อมทุ่มโฆษณากับพันธมิตร สื่อ เชนร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า แดนภารตตลอดทั้งปียอดขายคู่แต่งงานเศรษฐีอินเดียเข้าไทยพุ่ง
นายประกิติ์ พิริยะเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียใต้และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า แผนงานจัดกิจกรรม Amazing Thailand Products Presentation โรดโชว์อินเดียภายในปี 2550 รวม 2 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ 15, 17, 21 ธันวาคม ประสบความสำเร็จสูงมาก ททท.เตรียมจัดต่อเนื่องอีกครั้งปี 2551 เพราะเป็นช่องให้ตัวแทนจากไทยแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยตรงกับบริษัทตัวแทนจัดนำเที่ยวที่ทำตลาดปัจจุบัน ตัวแทนบริษัทเข้าร่วมแต่ละรายต่างพึงพอใจ
นางอุชา อการ์วัล ผู้อำนวยการ บริษัท ออน เดอะ มูฟ ทราเวลส์ แอนด์ ทัวร์ส เมืองกัลกัตตา บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ที่สุดจากแคว้นเวสต์เบงกอล กล่าวว่า ปี 2550 การขายแพ็กเกจเที่ยวไทยยอดทะลุกว่า 5,000 แพ็กเกจ กุมภาพันธ์ปี 2551 มีกลุ่มคู่สมรสและญาติอีก 300 คน จองแพ็กเกจแต่งงานที่รอยัลคลิฟฟ์ พัทยา เรียบร้อยแล้ว สถิตินักท่องเที่ยวสะท้อนถึงทิศทางตลาดการท่องเที่ยวไทยในตลาดอินเดียจะเติบโตเพิ่มขึ้น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มักนิยมพักโรงแรม 5 ดาว เช่น อินเตอร์คอนติเนนตัล ฮอลิเดย์อินน์ เชอราตัน ลากูน่า และเซ็นทารา
กลุ่มไฮเอนด์จะนิยมเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมาย ภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ หัวหิน และเชียงใหม่ พฤติกรรมการท่องเที่ยวมักเดินทางเป็นครอบครัว กำลังซื้อที่น่าจับตาคือกลุ่มคู่สมรสและผู้ติดตาม มีแนวโน้มตลาดสดใสเพราะปัจจัยสนับสนุนรองรับสามารถเข้ากับพฤติกรรมการเดินทางของชาวอินเดียที่นิยมเดินทางทั้งครอบครัว นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งค่าเดินทางและจัดงานแต่งราคาใกล้เคียงกับการจัดงานในอินเดีย ต่างกันตรงมีความตื่นเต้นแปลกใหม่
โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้หลักยังคงเป็นตลาดระดับกลาง ซึ่งบริษัทออน เดอะ มูฟฯ เตรียมวางแผนหาแหล่งท่องเที่ยวรองไปนำเสนอลูกค้าเพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวซ้ำ (repeater) เพราะผลตอบรับจากกลุ่มนี้จะเพิ่มความถี่การเดินทางช่วงวันหยุดนอกประเทศบ่อยขึ้น แต่ปัญหาหลักช่วงฤดูเดินทางหนาแน่นโรงแรมที่ได้รับความนิยมมีห้องพักไม่เพียงพอ
บ่าว-สาวแดนภารตจ่ายไม่อั้น
1-20 ล้านบาท/คู่
นายอาทิตย์ เซกาล ผู้อำนวยการบริษัท ชาอ์ดี อิน ไทยแลนด์ จำกัด ให้บริการจัดแพ็กเกจแต่งงานตามประเพณีอินเดียในไทย กล่าวว่า กลยุทธ์การดึงตลาดเริ่มขยายความสนใจไปยังผู้มีฐานะปานกลางซึ่งมีทั่วอินเดียราว 250 ล้านคน เตรียมขาย บุฟเฟต์แพ็กเกจ ราคาไม่รวมตั๋วเดินทาง มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่
1)ซิลเวอร์แพ็กเกจ 199 ดอลลาร์สหรัฐ/คน
2)โกลด์แพ็กเกจ 399 ดอลลาร์สหรัฐ/คน
3)แพลทินัมแพ็กเกจ 599 ดอลลาร์สหรัฐ/คน
ราคาสูงหรือต่ำอยู่ตรงการเลือกพักระดับโรงแรมต่างกัน เมื่อรวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5 วัน/ผู้เข้าร่วมงานแต่ง 200 คน แต่ละคู่สมรสจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 เหรียญสหรัฐ/ครั้ง (1.7 ล้านบาท) สำหรับคู่สมรสระดับไฮเอนด์บางคู่ยอมใช้จ่ายสูงสุดถึง 20 ล้านบาท เพื่อรับรองผู้เข้าร่วมงานแต่ง 600 คน
ล่าสุดร่วมกับ ททท. ในโครงการไดเร็กต์เมล์ถึงกลุ่มเป้าหมายอินเดีย 200,000 คู่ มีผู้สนใจขอข้อมูลเพิ่มกว่า 480 ราย และตอบตกลงจะเดินทางมาจัดงานสมรสในไทยปี 2551 รวม 47 คู่ ในอนาคตเตรียมขยายรูปแบบงานไปที่การเฉลิมฉลองอื่นๆ เช่น การฉลองสำเร็จการศึกษา
กัลกัตตาเร่งผลิตแพ็กเกจอินเซนทีฟวางตลาด
นายอนินเดีย เซนกุปต้า ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เฮาส์ จำกัด เมืองกัลกัตตา ยืนยันว่า ยอดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยจากสาขาบริษัทที่มีทั่วประเทศ 26 แห่ง เพิ่มเฉลี่ยปีละ20% รูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยม คือ บริษัทเอกชนอินเดียนิยมจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวเป็นรางวัลให้พนักงาน (incentives) เส้นทางยอดฮิต กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เริ่มต้นแพ็กเกจละ 5 วัน 4 คืน ค้างพัทยา 2 คืน กรุงเทพฯ 2 คืน ราคาเริ่มต้น 19,000 บาท ปี 2550 กลุ่มอินเซนทีฟในไทยมี 600 คน เพิ่มจากปี 2549 ที่มีประมาณ 450 คน
ส่วนจุดแข็งด้านการตลาดของไทยอยู่ตรงเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุ้มค่าเงินสูงสุด (value for money) กลุ่มตลาดระดับกลางที่เริ่มมีฐานะทางการเงินให้ความนิยมสูงเพราะกำลังซื้อไม่สูงพอจะไปเที่ยวยุโรป จึงหันมาเลือกไทยกับสิงคโปร์ แนวโน้มปี 2551 เซนกุปต้ามีแผนจะขายแพ็กเกจจับกลุ่มทัวร์ไว้ด้วยกัน 3 ประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ กรุงเทพฯ เป็นกลยุทธ์ขยายวันพัก 7-9 วัน/ทริป โดยเลือกเดินทางกับสิงคโปร์ แอร์ไลน์ เดินทางโดยรถไฟต่อเข้ามามาเลเซีย และปิดท้ายบินเข้ากรุงเทพฯ
การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวการแข่งขันกันในอาเซียน ขณะนี้ไทยยังได้เปรียบเพราะมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ถึงจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังเป็นรองสิงคโปร์บุกตลาดมานาน ปี 2549 ทำได้ 6 แสนคน แต่ภายใน 2-3 ปี ไทยมีโอกาสจะขยายฐานลูกค้าจากอินเดียให้มีจำนวนใกล้เคียงสิงคโปร์ได้
นายเอ.วี.พราวีน ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัทเซาเทิร์น ทราเวลส์ จัดนำเที่ยวภายในประเทศรายใหญ่ที่สุดทางภาคใต้อินเดีย กล่าวว่า ปี 2551 วางแผนธุรกิจบุกเบิกขายแพ็กเกจ ท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก เลือกไทยเป็นจุดหมายแรกพร้อมตั้งเป้าจะทำยอดอย่างต่ำ 500 ครอบครัว สนองเสียงเรียกร้องจากฐานลูกค้าแคว้นเวสต์เบงกอล อุตตรประเทศ และ ทมิฬนาฑู ต้องการให้จัดแพ็กเกจมาเที่ยวเมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งที่ดีสำหรับการช็อปปิ้งสินค้าคุณภาพราคาถูก
ททท.เร่งโฆษณา-ร่วมเชนร้านอาหาร/ห้าง
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.นิวเดลี กล่าวว่า กลยุทธ์การทำตลาดอินเดียมุ่ง 2 ทาง ทางแรกทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจดจำเมืองไทย และเป็นครั้งแรกที่ซื้อโฆษณา บิลบอร์ดเลือกเมืองที่มีเที่ยวบินหลัก 6 เมือง คือ นิวเดลี มุมไบ กัลกัตตา เชนไน ไฮเดอราบาด และบังคาลอร์
จากนั้นก็ร่วมมือกับพันธมิตรสนับสนุนภาพลักษณ์พร้อมนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวในไทย เร็วๆ นี้ เจ็ตแอร์เวย์สจะเปิดบินประจำครั้งแรก ระหว่างมุมไบ-กรุงเทพฯ ททท.จะใช้จังหวะนี้เจราจากับบริษัทนำเที่ยวที่มีศักยภาพ 1-2 ราย ร่วมผลิตแพ็กเกจท่องเที่ยวเมืองไทยโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ส่วนแผนประชาสัมพันธ์ภาพรวมจะร่วมกับเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดและห้างสรรพสินค้าทั่วอินเดีย
ทางที่ 2 มุ่งเจาะลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเฉพาะ แยกออกมาชัดเจนมากขึ้น อาทิ กอล์ฟทัวร์ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-ความงาม รวมทั้งส่งเสริมกองถ่ายทำภาพยนตร์จากอินเดีย สถิติปี 2549 มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดยาวเข้าไปใช้สถานที่ในไทย 7 เรื่อง
ส่วนตลาดหลักที่ต้องส่งเสริมและขยายฐานอย่างรวดเร็ว คือกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางมีถึง 60% ของประชากรทั้งหมด นักท่องเที่ยวไฮเอนด์ขณะนี้มีประมาณ 10% ที่น่าจับตาอีกกลุ่มได้แก่ นักธุรกิจอินเดียที่เริ่มย้ายฐานการลงทุนมายังประเทศในเอเชียจำนวนมาก เช่น ไทย มีราว 4 แสนคน เมื่อพิจารณาแยกตามรายภาคประชากรอินเดียภาคเหนือและภาคใต้ครองส่วนแบ่งตลาดเท่ากัน 50-50
นางสาวจิราพร วัฒนโสภณ กงสุล ณ สถานกงสุลใหญ่ เมืองกัลกัตตา ย้ำว่า อัตราการเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศของอินเดียสูงขึ้นทุกปี เพราะประชาชนมีรายได้จากอุตสาหกรรมในประเทศเติบโตมาก โดยเฉพาะไฮเดอราบาด รัฐบาลกำลังสนับสนุนและประชาสัมพันธ์เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศอีกแห่งต่อจากบังคาลอร์
ส่วนกัลกัตตา ก็มีความเข้มแข็งด้านอุตสาห กรรมการเกษตรถือเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของแคว้นเวสต์เบงกอล
หน้า 24
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
