สัมภาษณ์ว่าที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ จะเริ่มเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 1 ตุลาคมนี้ ด้วยวัยเพียง 52 ปี ยังมีอายุการปฏิบัติราชการถึง 8 ปี ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประชาชาติธุรกิจ ถึงแนวนโยบายที่จะนำกระทรวงก้าวสู่โลกยุคใหม่ไร้พรมแดน ในฐานะ หุ้นส่วนทางธุรกิจพันธมิตรทางการค้ามากกว่า ที่จะเป็นคู่แข่งขัน
- จะนำประสบการณ์และความรู้ทำกระทรวงให้ทันสมัยได้อย่างไร
ผลจากปฏิบัติหน้าที่เป็นรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน และรองประธาน คณะกรรมการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก องค์การการท่องเที่ยวโลก ทำงานหนักต่อเนื่องมาตลอด มีเพื่อนฝูงตามเวทีสากลทั้งระดับอาเซียน เอเชีย และระดับโลก ทำงาน ใกล้ชิดกันมาตลอด ในอนาคตการประสานความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและอื่นๆ ระหว่างไทยกับนานาชาติ น่าจะก้าวทันโลกมากกว่าปัจจุบัน
จากการคลุกคลีอยู่สายงานต่างประเทศ รวมทั้งเข้าไปมีบทบาทสร้างสรรค์งานวิชาการและมาตรฐานการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร พิธีการเดินทาง คิดว่าสามารถ บูรณาการข้อมูลและประสบการณ์ความรู้ทั้งหมดนำมา ยกระดับการทำงานของกระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งการพัฒนาองค์รวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบ ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานต่างๆ ได้ อย่างมีคุณภาพ
- ทันทีที่รับตำแหน่งแผนงานหลักจะทำอะไร
จะให้ความสำคัญกับการรวมตัวของพันธมิตรกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งเหลือเวลาไม่เกิน 3 ปี ภายในปี 2553 อาเซียนทุกประเทศตกลง จะเปิดเสรีบริการเต็มรูปแบบไร้เงื่อนไข ส่วนประชาคมอาเซียนเองเตรียมแผนงานตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยวอาเซียน ตามที่รัฐบาลไทยเองก็มีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับอนุมัติจาก ครม.เรียบร้อยแล้ว วางเป้าหมายจะให้ไทย เป็นแกนนำเรื่องดังกล่าว ดูแลภารกิจหลัก การยกร่างหลักสูตรการท่องเที่ยวและการพัฒนาบุคลากรบริการในอุตฯเพื่อต้นแบบอาเซียน
เพราะก่อนหน้าที่จะมีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีสถาบันโรงเรียนการโรงแรม (สรท.) บางแสน จ.ชลบุรี ตอนหลังยุบไป ความจำเป็นขณะนี้ไทยควรต้องมีสถาบันดังกล่าว ซึ่งจะทำรูปแบบใหม่เป็น Special Dilivery Unit : SDU ดูแลครอบคลุมทุกด้าน ทั้งทางด้านหลักสูตรการท่องเที่ยวทุกประเภท การจัดแผนพัฒนามาตรฐานบุคลากรบริการ การกำหนดรูปแบบมาตรฐานแบรนด์ท่องเที่ยว การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
องค์ประกอบการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวแห่งชาติของไทย หลังจาก ครม.มีมติอนุมัติ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาทำอย่างจริงจัง หลังจากนี้คงจะต้องบุกเบิกจนสำเร็จ เพราะในรายละเอียดได้ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ตกลงจะผนึกกันพัฒนาสถาบันแห่งนี้ โดยมี กรมการจัดหางาน สำนักงานการอาชีวศึกษา กรมพัฒนาข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และ ก.พ.ร. ต้องเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน
การจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรการ ท่องเที่ยวฯ มองได้ 2 มุม มุมบวก เมืองไทย จะยกระดับการทำงานร่วมกับต่างประเทศได้เต็มที่ มุมลบ ถ้ายังไม่เร่งลงมือทำอะไรเลย อย่างไรแรงงานต่างชาติก็ไหลบ่าเข้ามาเต็มอุตสาหกรรม จากหลายปัจจัยโดยเฉพาะค่าจ้างต่ำ กลุ่มเจ้าของธุรกิจเองก็ชอบแรงงานราคาประหยัด ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต และ งานบริการจากปลายน้ำ ถึงต้นน้ำ
- จะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร
จะใช้เวทีที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Asean Tourism Forum 2008 เดือนมกราคม 2551 ตลอด 1 สัปดาห์ ภายในงานจะมีกิจกรรมแยกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก การประชุมรัฐมนตรีการ ท่องเที่ยวอาเซียน ส่วนที่สอง การประชุมผู้นำองค์กรและเจ้าหน้าที่อาวุโสการท่องเที่ยว ทุกประเทศ ส่วนที่สาม การเจรจาซื้อขายระหว่าง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทุกประเภท เลือกจัดที่ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา เซ็นทรัล ลาดพร้าว 1 สัปดาห์
ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนนั้น สามารถที่จะเสนอขอทำปฏิญญาความร่วมมือการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว และการปูทางถึงมาตรการเปิดเสรีภาคบริการซึ่งใกล้เข้ามาทุกที ภาครัฐต้องเป็นแกนนำเพื่อนำข้อมูลไปถ่ายทอดสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน
- นอกจากการจัดตั้งสถาบันฯเรื่องอื่นจะทำด้วยหรือไม่
นโยบายหลักเรื่องใหญ่ที่จะต้องทำอย่างจริงจังอีกงานคือ ยกระดับศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดทั่วประเทศเป็นสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะทุกวันนี้มีบุคลากรกระจายอยู่กว่า 32 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ไม่มีบทบาทการทำงานที่ชัดเจน ทำให้เกิดความ สูญเปล่าอยู่เหมือนกัน
- แล้วโครงสร้างภายในโดยเฉพาะ สพท.ทำงานอ่อนแอมากจะรื้อหรือไม่
รื้อคงจะยังไม่รื้อ แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ทั้ง 2 ส่วน ทั้งสำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ปท.) และสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) เพิ่มรูปแบบการทำงานภาคปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพแก่อุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เพราะหลายครั้งภาคเอกชนและพันธมิตรต่างประเทศกล่าวให้ฟังอยู่เหมือนกันถึงโปรดักต์ ซึ่งหมายถึงสถานที่ท่องเที่ยวของไทยมีความ หลากหลาย แต่ยังต้องเพิ่มความเข้มข้น ด้านการฟื้นฟู พัฒนาอย่างยั่งยืน และดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บุกเบิกปูทางไว้เป็นอย่างดี โดยมีคุณศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯปัจจุบัน และหลายหน่วยงานตื่นตัวให้การสนับสนุน เมื่อเข้ามาเป็นปลัดก็จะสานให้ทุกอย่างลุล่วงด้วยดี
- วางเป้าหมายไว้บ้างหรือยังจะนำพาการ ท่องเที่ยวไปถึงฝั่งตรงจุดใด
คงจะต้องขอเวลาขอความคิดเห็นจากรัฐมนตรีว่าการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการอีกครั้ง เพื่อให้ได้คำตอบที่ครอบคลุมนำไปใช้วางแผนให้เกิดผลทางการปฏิบัติแบบครบวงจร เพราะเวลานี้ประเทศไทยพึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเงินและสร้างงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศลำดับต้นๆ ทีเดียว
ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เปิดนโยบาย ปูพรมสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังจาก 1 ตุลาคมนี้จะได้เห็นฝีมือปลัดหญิงคนแรกและคนใหม่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล่นบทผู้นำเตรียมตัวต้อนรับรัฐบาลใหม่ในอีกไม่กี่เดือน
หน้า 36
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
