สกว.จุดพลุวิจัยท่องเที่ยว 12 ประเทศ ไทย-อาเซียน+จีนและสาธารณรัฐเกาหลี เน้นยืนพื้นขาย 2 โปรดักต์ ธรรมชาติ+วัฒนธรรม ผนวกมาตรการรักษาจุดแข็ง ฮอสพิทาลิตี้ แม่เหล็กดึงกำลังซื้อเข้าเอเชียปีละ 600 ล้านคนและหนุนทัวร์ อินทรา-อาเซียน ตั้งรับความป่วน 5 ปัญหา ขาดความร่วมมือ-คอร์รัปชั่น-รายได้กระจุกตัว-การเมือง-ศาสนา และเร่งจำกัด 3 จุดอ่อน ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย-ไร้มือโปร-ขาดคมนาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุกนำผลวิจัยการท่องเที่ยวกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (10 ประเทศ)+2 ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลี สะท้อนให้เห็นถึงจุดขายอันยั่งยืนในอนาคตของทั้ง 12 ประเทศ
ต่างก็มุ่งสู่การนำสินค้าท่องเที่ยวอันแข็งแกร่ง 2 ส่วน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (nature) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (culture) ออกวางขายแข่งขันกันขึ้นสู่ผู้นำเอเชีย ขานรับกับการพยากรณ์ขององค์การท่องเที่ยวโลกว่าภายใน 10 ปี ระหว่าง 2550-2560 เอเชียจะเป็นชุมทางการท่องเที่ยวของโลกที่มีนักท่องเที่ยวนานาชาติไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคน/ปี หมุนเวียนเข้ามาโดยสนใจจุดขายหลักความมีมิตรไมตรี (hospitality) ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรม แทนที่จะเป็นสินค้าอื่นๆ ที่กำลังลงทุนแข่งกันสร้างขึ้นใหม่
ดร.เทิดชาย ช่วยบำรุง ผู้จัดการการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ สำนักงานประสานการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน สกว.กล่าวว่าภายในปีนี้จะยกระดับหน่วยงานขึ้นเป็นสถาบันวิจัยพัฒนาการท่องเที่ยวไทย เพราะเล็งเห็นความสำคัญของท่องเที่ยวสูงมาก และจากการวิจัยภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน+จีนและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจะนำผลสรุปไปผลักดันร่วมกับองค์การท่องเที่ยวแต่ละประเทศอีกครั้งปลายปี 2550 นี้ เนื่องจากเทรนด์อนาคตอันดับแรกนักเดินทางจะเที่ยวกันเองภายในภูมิภาค (Intra ASEAN or Asia)
โดยพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังอาเซียนกว่า 80% สะท้อนความเห็นตรงกันว่าประทับใจจุดแข็งท่องเที่ยวแถบนี้เรื่องความมีมิตรไมตรีที่ควรรักษาไว้อย่างยั่งยืน ส่วน สกว. นำร่องโครงการวิจัยด้วยกลยุทธ์ให้ทุกประเทศ เร่งคัดสินค้าที่จะขายออกมานำเสนอในตลาด 15 เส้นทาง เมืองไทย โชว์สินค้าหลักเน้นหนักไปทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
ขณะที่ผลการวิจัยยกตำแหน่งประเทศที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือ (tourism centre) สมาชิกกลุ่มอาเซียนเลือก 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว ยกให้ไทยเป็นศูนย์กลาง คงมีเพียงฟิลิปปินส์ให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางเพราะเหตุผลมีความตื่นตัวพัฒนาโปรดักต์และการตลาด ส่วนบรูไนเห็นว่าสิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางสำคัญด้วยการวางระบบเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งและไฮเทคโนโลยี และ การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์แบบ
แต่อุปสรรคที่จะยังมีอิทธิพลต่อการดูแลภาพลักษณ์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคตทุกประเทศจะเผชิญกับ 5 เรื่องหลัก ประกอบด้วย ขาดความร่วมมือระหว่างกลุ่มภาคีในประเทศและระหว่างประเทศ การคอร์รัปชั่นภายใน รายได้การ ท่องเที่ยวกระจุกตัวไม่กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ ศาสนา ชนกลุ่มน้อย และ การเมือง
อย่างไรก็ตาม สกว.ได้สรุปจุดอ่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของกลุ่มประชาคมอาเซียน+จีนและสาธารณรัฐเกาหลีว่ามี 3 เรื่องที่เหมือนกันคือ เร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติออกมาขายอย่างฟุ่มเฟือย บุคลากรขาดความเป็นมืออาชีพ และขาดการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว
นายถวง นัม ธัง ผู้จัดการทั่วไป โอ.เอส.ซี. แทรเวล จำกัด (เครือ บ.เอส.เอ็ม.ไอ.กรุ๊ป) จากเวียดนาม กล่าวว่าอัตราการเติบโตนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเวียดนามหลังเปิดเศรษฐกิจเพียง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2548 เพิ่มทันทีจากหลักแสนเป็น 2.8 ล้านคน บวก 11% ปี 2549 มีถึง 3.6 ล้านคน เพิ่ม 8 แสนคน ปี 2550 ตั้งเป้า 3.8 ล้านคน เพิ่มกว่า 20% กำลังซื้อปีนี้อันดับ 1 เกาหลี 317,213 คน เพิ่ม 36% อันดับ 2 กัมพูชา 186,543 คน เพิ่ม 105.4% อันดับ 3 ไทย 84,100 คน เพิ่ม 56.7% ส่วนที่มีจำนวนสูงสุดคือจีน 752,576 คน ลดลง 3.3%
ดร.อารีย์ ถิรสัตยาพิทักษ์ ผู้ช่วยรองอธิการบดี เขตการศึกษาภูเก็ตฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ม.สงขลานครินทร์ เขตการศึกษาภูเก็ต กล่าวว่าในฐานะผู้ดำเนินการวิจัยข้อมูลการท่องเที่ยวเวียดนามได้ผลสรุปว่ารัฐบาลประเทศนี้มีนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวเต็มรูปแบบพร้อมทั้งเปิดเงื่อนไขดึงนักลงทุนจากทั่วโลกเข้าไปเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะเกาหลีทำให้กลายเป็นกำลังซื้อด้านธุรกิจและท่องเที่ยวติด 1 ใน 3 ของเวียดนาม อีกทั้งยังสร้างแม่เหล็กดูดตลาดอาเซียนด้วยวีซ่าฟรีให้ 7 ประเทศ ไทย สิงคโปร์ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และโหมความเชื่อมั่น 5 เรื่อง เป็นเมืองแห่งมิตร มีความปลอดภัย บุคลากรเป็นมืออาชีพ มีการจัดระบบสนับสนุนการลงทุนที่ดูแลสิ่งแวดล้อม และเปิดสำหรับวีซ่าอาเซียน
หน้า 32
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
