สัมภาษณ์ตกเป็นจำเลยสังคมมาตลอด บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) เจ้าของบัตรท่องเที่ยว อีลิตการ์ด รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้นโยบาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จดทะเบียนจัดตั้งด้วยทุน 1,000 ล้านบาท ออกแบบการให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิกต่างชาติหวือหวากรณีจะเปิดช่องให้ครอบครองที่ดินไทยได้เป็นจุดอ่อนที่ล่อแหลมเพราะกระแสสังคมไม่รับ แต่คณะกรรมการ (บอร์ด) ทีพีซีก็มีความพยายามปรับรูรั่วมาตลอดล่วงเลยมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตัว แนวโน้มจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ
ตามที่ รพี ม่วงนนท์ กรรมการรักษาการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ให้สัมภาษณ์ ประชาชาติธุรกิจ ถึงการนำความชำนาญด้านการเงินมาวางสมมติฐานสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ให้สอดรับกับความเป็นจริง โดยขอโอกาสทีพีซีไม่เกิน 10 ปี สถานะทางการเงินและการจัดการจะเก็บเกี่ยวดอกผลกินได้ในระยะยาวอย่างมั่นคง มีกระแสเงินสดเข้าบัญชี 14,223 ล้านบาท ในทางกลับกันก็คุมยอดสมาชิกไม่ให้มากเกินจริงเพียง 11,110 คน
- จุดเริ่มที่จะเปลี่ยนอีลิตการ์ดมีผลการดำเนินงานโปร่งใสได้หรือไม่
ผมเข้ามาศึกษารายละเอียดในเชิงนโยบาย ครั้งแรกมองว่าโจทย์ธุรกิจบัตรอีลิตการ์ดหินมาก เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนแปลงนับจากปี 2550 เป็นต้นไปต้องใช้สมมติฐานทางการเงินเข้ามาวางโมเดลให้มีทิศทางชัดเจนและรอบคอบด้วยการถ่วงดุล 2 ส่วน คือ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องประเมินน้ำหนักจากผลตอบแทนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จากการคุมค่าธรรมเนียมสมาชิกปัจจุบันประเภทบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลต้องไม่ต่ำเกินไป และความคุ้มค่าต่อประเทศก็ต้องทำไปพร้อมกัน
ตอนนี้อีลิตการ์ดถือได้ว่าดำเนินมาถึงจุดดีขึ้นมากแต่ก็ต้องพัฒนาโครงสร้างไม่ให้เป็นภาระของรัฐหรือประเทศ อีกทั้งจะต้องเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินรายได้จากสมาชิกและนักท่องเที่ยวกระจายสู่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการด้านสิทธิประโยชน์ (vender) เพียงแต่สัญญาณช่วง 3 ปีนี้ คือ 2550-2553 ตัวเลขในบัญชีขาดทุนสะสมเป็นภาระหนักที่จะต้องปลดให้เสร็จสิ้น
ผมกับทีมงานบริหารร่วมกันทำออกมาแล้วเป็นแผนพัฒนาทีพีซี 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วง 10 ปีแรก พ.ศ.2550-2559 เป้าหมายจะมีสมาชิกบัตร 11,110 คน มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชี 14,223 ล้านบาท ระยะที่ 2 รวม 20 ปี คือ 2550-2569 เป้าหมายสมาชิกจะมีประมาณ 20,000 คน มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีราว 41,400 ล้านบาท
การเปลี่ยนแปลงอีลิตการ์ดธุรกิจใหม่ที่สังคมเข้าใจยากสักนิด เนื่องจากในหลักการบัญชีแม้จะเก็บค่าสมาชิก บุคคลธรรมดา 1 ล้านบาท/สมาชิก นิติบุคคล 1.5 ล้านบาท/สมาชิกแล้วก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขของอายุสมาชิกตั้งไว้ว่าสามารถถือครองบัตรได้ถึง 30 ปี ในทางบัญชีต้องเฉลี่ยรายได้ โดยนำเอาค่าสมาชิกหารด้วยอายุบัตร 30 ปี เหตุผลนี้เองทำให้บัญชีระยะแรกมีหนี้สะสม แต่หลังจากปี 2553 เป็นต้นไปในบัญชีจะเริ่มมีกำไรเป็นปีแรก 44 ล้านบาท
- แพ็กเกจการจัดการด้านการเงินต้องทำอะไร อีกบ้าง
ในสมมติฐานการวางแผนต้องใช้แพ็กเกจ 7 ส่วน ได้แก่ 1) จำนวนสมาชิกเป้าหมายต้องประเมินตามจริงที่เติบโตปีละประมาณ 10% เฉลี่ย 1,000 สมาชิก/ปี 2) ค่าธรรมเนียมสมาชิก ต้องเปลี่ยนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 บุคคลธรรมดาขยับเป็น 1.7-1.8 ล้านบาท จาก 1 ล้านบาท/สมาชิก นิติบุคคลขยับเป็น 3 ล้านบาท จาก 1.5 ล้านบาท 3) ค่าธรรมเนียมสมาชิกรายปี
4) รายได้อื่นๆ 5) ต้นทุนด้านตัวแทนจำหน่าย (DP) 6) ต้นทุนด้านบริการ (สิทธิประโยชน์/ผู้ประกอบการ) 7) ค่าใช้จ่ายด้านการขายและการบริหาร
เนื่องจากอีลิตการ์ดเป็นธุรกิจบัตรสิทธิประโยชน์ ต้องนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ตรง มีการจ่ายเงินล่วงหน้า ดังนั้นวิธีการคิดผลตอบแทนการลงทุนเพื่อสร้างกำไรจะต้องรู้ตำแหน่งว่าเมื่อไรบัญชีขาดทุนสะสมจะเคลียร์ได้ ขั้นตอนต่อไปก็ให้คิดในเทอมของการนำ ดอกเบี้ยรับ ตั้งสมมติฐานที่จะนำไปลงทุนในกองทุนสถาบันการเงินหรือทางใดก็ตามที่ได้ดอกเบี้ยสะสมเฉลี่ยปีละ 4.5% เพื่อนำมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงธุรกิจตลอดไป
ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับว่า ปี 2553 พอเริ่มมีกำไร 44 ล้านบาท จากนั้นต้องบริหารจัดการอย่างมีวินัยด้านการเงินและความจริงใจต่อสมาชิกตามสูตร 10 ปี พ.ศ.2559 พอบัญชีมีเงิน 14,223 ล้านบาท ดูแล 11,110 สมาชิก
ลำดับต่อไปถ้าจะขยายฐานข้างหน้าอีก 10 ปีถึง พ.ศ.2569 เพิ่มจำนวนสมาชิกอีก 1 เท่าตัวเป็น 20,000 สมาชิก แต่รายได้จะก้าวกระโดดขึ้น 3 เท่าเป็นกว่า 41,400 ล้านบาท จากรายได้ที่มาจากการปรับฐานค่าธรรมเนียมสมาชิกสะสมนั่นเอง
- ขั้นตอนการควบคุมต้นทุนปฏิบัติการจะทำอย่างไรบ้าง
ต้องเริ่มจากการทำข้อตกลงใหม่กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในสิทธิประโยชน์ (vender) ที่จัดไว้บริการสมาชิกบัตร เป็นการวางแผนคุมต้นทุนระยะยาว งานหลักขณะนี้ผู้บริหารทีพีซีต้องคุยกับกลุ่มธุรกิจสนามกอล์ฟ สปา ที่สมาชิกเข้าไปใช้สิทธิ์การบริการปีละมากที่สุด เป็นต้นทุนที่ทีพีซีต้องนำไปจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น
จากผลการวิจัยพบว่าสถิติที่สมาชิกบัตร 90% ใช้เต็มที่ไม่เกิน 24 ครั้ง/ปี ในตอนนี้จึงได้นำสถิตินี้มาเป็นเงื่อนไขจำกัดจำนวนครั้งไว้ที่ 24 ครั้ง/ปี/สมาชิก หากใช้เกินผู้ถือบัตรจะต้องจ่ายเพิ่มเอง ส่วนผู้ประกอบการโรงพยาบาล/โรงแรม/ รีสอร์ต/ร้านอาหาร/ ภัตตาคาร จะเน้นเป็นส่วนลดและใช้คอลเซ็นเตอร์บริการรับจองให้สมาชิกบัตร
ล่าสุดมีแนวคิดเพิ่มอีกรูปแบบ จะเริ่มภายในสิงหาคม 2550 นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ทำเวิร์กช็อปกับสมาชิกบัตรแล้ว ได้รับคำแนะนำและวิธีในการจะทำธีมให้บริการขั้นต่อไปที่จะสร้างเวที นัดพบนักธุรกิจ หรือ business meeting ทีพีซีมีหน้าที่จัดเวทีกับกลุ่มสมาชิกบัตรที่เรียกร้องให้จัดตามความสนใจเฉพาะเรื่อง เช่น บริษัท MAI ในตลาดหลักทรัพย์ฯยินดีคัดเลือกกลุ่มสถาบันการเงินมาเจอกับนักธุรกิจที่เป็นสมาชิกบัตรอีลิตการ์ดมาพบปะแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน
- สรุปอีกครั้งถึงการเฉือนต้นทุนเพิ่มรายได้เพื่อทำกำไรจริง
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 จะเริ่ม 1) ลดต้นทุนหลัก 2 ส่วน จำกัดจำนวนสิทธิประโยชน์ที่สมาชิกบัตรไปใช้ตามสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 2) ทยอยปรับค่าสมาชิกบัตร 1.5 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท 3) ลดผลตอบแทนการขายรวมแก่ DP 25% ให้เหลือเพียง 15% ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้ง เช่น ค่ามาร์เก็ตติ้งซัพพลีเมนต์ 5% ค่าโบนัสการขาย 5% โดยจะใช้เวลาช่วง 3 เดือนนี้เดินสายเจรจากับ DP ทั่วโลกมีประมาณ 18 ราย ที่แอ็กทีฟจริงมีเพียง 12 ราย จะคุยกันถึงการแก้ไขสัญญากับสมาชิกทั้งหมดระบุให้ชัดเจนถึง ค่าธรรมเนียมสมาชิกบัตรกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ผสมผสานและการตัดลอตสิทธิประโยชน์ด้วยเงื่อนไขตามแผนงานใหม่ ส่วนการสร้างรายได้เมื่อลดต้นทุนเสร็จก็ใช้กลไก ดอกเบี้ยรับ ให้เต็มที่
ก้าวใหม่ของ อีลิตการ์ด เริ่มเห็นแสง ความโปร่งใสหากอนาคตบอร์ดต้องคัดกรรมการ ผู้จัดการที่มีความรู้และเข้าใจปรุโปร่งถึงแผนฉบับนี้ธุรกิจจึงจะถึงเป้าหมายที่แท้จริง
หน้า 36
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
