เมื่อหลายวันก่อนเกิดคดีน่าสลดของเด็กวัยรุ่นรายหนึ่ง ที่ประกอบคดีฆาตกรรมชิงทรัพย์คนขับแท็กซี่ มูลเหตุส่วนหนึ่งคาดกันว่ามาจากพฤติกรรมเลียนแบบเกมคอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นเป็นประจำ คดีดังกล่าวกลายเป็นกระแสสร้างความตื่นตัวให้กับสังคมไทยหันมาพิจารณาจัดระเบียบอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์ยกใหญ่ และยังความห่วงใยมาสู่ผู้ปกครองเกี่ยวกับอันตรายจากความบันเทิงใกล้ตัวของบุตรหลาน ซึ่งเหตุที่ต้องยกกรณีนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้เกมคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็นสื่อสร้างความรุนแรง แต่อีกด้าน เกมคอมพิวเตอร์ก็ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วยจากงานศึกษาของ ดร.พาเมลา เอ็ม. คาโต้ แห่งมหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์อูเทรชท์ แห่งเนเธอร์แลนด์ที่เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการกุมารเวชศาสตร์ ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากวิดีโอเกมที่ช่วยกระตุ้นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เป็นเยาวชน หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นให้มีวินัยในการเข้ารับการบำบัดอาการป่วยได้ดียิ่งขึ้น
แม้จะมีข้อมูลยืนยันว่า การมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งในกลุ่มผู้ป่วยเด็กนั้นมีสูง แต่กลับพบว่า อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นกลับไปสะท้อนแนวโน้มตามนั้น ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากวินัยและความยินยอมในการรับการบำบัด และเพื่อพิสูจน์ว่าการเล่นวิดีโอเกม หรือเกมคอมพิวเตอร์จะช่วยปรับพฤติกรรมผู้ป่วยได้มากขึ้น ทางนักวิจัยได้ลองสุ่มตัวอย่างกลุ่มผู้ป่วยชายและหญิงจำนวน 375 ราย อายุระหว่าง 13-29 ปี ที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ให้เล่นเกมแตกต่างกัน กลุ่มแรกให้เล่นเกม รี-มิชชัน (Re-Mission) ซึ่งเป็นเกมที่ออกแบบมาเพื่อเยียวยาผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะ ส่วนอีกกลุ่มให้เล่นเกม อินเดียนา โจนส์ (Indiana Jones and the Emperor''''''s Tomb) ที่เป็นเกมคอมพิวเตอร์ทั่วไป
สำหรับเกมรี-มิชชัน ซึ่งผู้ป่วยหรือแพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บ www2.re-mission.net พัฒนาขึ้นโดยบริษัทโฮปแล็บฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร มีเนื้อหาของเกมให้ผู้เล่นบังคับหุ่นยนต์จิ๋วที่มีชื่อว่า ร็อกซี่ ตะลุยผ่านเข้าไปในร่างกายที่สมมติขึ้นเป็นของผู้ป่วยวัยรุ่นที่เป็นมะเร็งในลักษณะภาพ 3 มิติ เพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกันไปตามอาการที่ให้เลือกถึง 20 กรณี นอกจากนี้ ก็มีภารกิจให้ควบคุมผลข้างเคียง ซึ่งการจะเอาชนะเกมได้ก็ต้องรับการรักษาด้วยยาบำบัดแบบคีโม หรือยาปฏิชีวนะ การใช้วิธีผ่อนคลาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และวิธีการอื่นๆ ที่เป็นการดูแลตัวเอง
ผู้ป่วยจากทั้งสองกลุ่มจะต้องเล่นเกมตามที่กำหนดอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และพบว่าประมาณ 22% ของกลุ่มหลัง และ 33% ของกลุ่มที่เล่นเกมรี-มิชชันสามารถปฏิบัติได้ตามกำหนดในเวลาศึกษา 3 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการรับยาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่เล่นเกมรี-มิชชันมีวินัยในการรับการบำบัดเพิ่มขึ้น 16% โดยมีการรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทั้งหมด 62.3% เทียบกับอีกกลุ่มซึ่งมีการรับการรักษาด้วยวิธีเดียวกัน 52.5% ส่วนการรับการรักษาด้วยยาบำบัดแบบคีโมก็มีอัตราสูงขึ้นสำหรับกลุ่มที่เล่นเกมรี-มิชชันเช่นกัน
นำมาสู่ข้อสรุปในการวิจัยครั้งนี้ว่า การเล่นเกมรี-มิชชันมีความเกี่ยวโยงกับพัฒนาการด้านความรู้ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งเช่นกัน ซึ่งตามความเห็นของ ดร.คาโต้ การใช้เกมคอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในวัยรุ่นได้เข้าใจอาการป่วยของตนได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น มองเห็นว่าการใช้คีโมเป็นหนทางที่จะรักษาโรคมะเร็งแทนที่จะมองเป็นกระบวนการที่น่ารำคาญและทำให้ผมร่วง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับการบำบัดรักษาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
