ในบรรดาสถาบันการเงินเฉพาะกิจสังกัดกระทรวงการคลังทั้ง 7 แห่ง ( ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร , ธ.เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย , ธ.อาคารสงเคราะห์ ,ธ.ออมสิน ,ธ.เอสเอ็มอีแบงก์ ,ธ.อิสลามแห่งประเทศไทย และ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ( บตท.) ดร.ดวงพร อาภาศิลป์ ถือเป็นกรรมการและผู้จัดการหญิงเพียงคนเดียว ในหมู่เอ็มดีชายของแบงก์รัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 6 แห่ง อีกทั้งหน่วยงาน ที่เธอเลือกทำก็ถือว่ามีความท้าทายในเนื้องานมากมายเพราะบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท. ) แม้จะตั้งขึ้นตามพระราชกำหนด บตท.ปี 2540 และวันนี้จะมีอายุ 10 ปีแล้ว แต่ฐานะองค์กรโดยรวมก็ยังอ่อนแอ ความไม่ชัดเจนในบทบาทของบตท. ในช่วงแรก ที่ตั้งขึ้นว่าจะเข้าช่วยเสริมสร้างตลาดแรกเช่นธนาคารพาณิชย์และพัฒนาตลาดทุนต่ออย่างไร ,บทบาทของการเป็นแหล่งเงินที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวให้กับประชาชน ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดี ,ปัญหาการทุจริตในบตท. จนสร้างความเสียหายและก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กว่า 2,000 ล้านบาท และความไม่ชัดเจนของภาครัฐต่ออนาคตของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ จนส่งผลให้ขวัญกำลังใจพนักงานเสียไป ส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจลาออก
จนเมื่อชื่อของ ดร.ดวงพร ได้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกของคณะกรรมการ และรัฐมนตรคลัง ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อนุมัติแต่งตั้งจึงเข้ามาบริหารเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2551 หลังจากที่ตำแหน่งนี้ ว่างเว้นมานาน 2 ปี
ดร.ดวงพร จบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ ( เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
,ทุนปริญญาของธนาคารกสิกรไทย ศึกษาต่อที่ University of Pennsylvania ( Wharton School)สาขาบริหารธุรกิจ ก่อนได้รับทุนปริญญาเอกจาก Michigan State Uneversity และศึกษาจนจบดอกเตอร์ในสาขาบริหารธุรกิจ
ผ่านประสบการณ์งานกว่า 20 ปี โดยเป็นที่ปรึกษาการเงินทั้ง Management Consultance ,Financial Consultance ,วาณิชธนกิจ ,สินเชื่อ และการบริหารด้านความเสี่ยง เริ่มงานครั้งแรกในฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่ธนาคารกสิกรไทย , บริษัท เอสจีวี อาร์เธอร์แอนด์เดอสัน (ประเทศไทย ) จำกัด (บจก.) , บจก. มอร์แกนเกรนเฟลส์ (ประเทศไทย ) ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ,บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอกธำรงฯ และที่ บงล.กรุงศรีอยุธยาฯ ก่อนมาเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่บมจ.ไทยธนาคาร และธนาคารสินเชื่อ ดูฝ่ายสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง
ถ้ากระทรวงการคลังคิดจะยุบบตท.ทิ้ง ก็คงไม่ประกาศรับคนใหม่ นั่นแสดงว่าก.คลังเห็นความสำคัญองค์กรแห่งนี้เพื่อเสริมสร้างตลาดแรกธนาคารพาณิชย์ และเชื่อมต่อไปสู่การพัฒนาตลาดทุน การแปลงลูกหนี้สินเชื่อให้เป็นหลักทรัพย์ ( ซิเคียวริไทเซซัน ) ซึ่งงานเหล่านี้ล้วนตรงกับประสบการณ์จึงคิดว่าเราน่าจะเข้ามาช่วยได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงทิ้งงานภาคเอกชน และเลือกมาทำที่รสก.ที่ยังมีสภาพอ่อนแอนี้
โดยทอนปัญหาความยากเหล่านี้ มาเป็นท้าทาย โจทย์ของดร.ดวงพร วันนี้ก็คือ 1.การสร้างองค์กรภายในบตท.ให้แกร่งขึ้นเสียก่อน ด่านแรกก็คือการสร้างคนและทีม โดยเฉพาะระดับเฮดที่ได้ลาออกไปหมดในช่วงที่องค์กรมีปัญหา เช่นระดับหัวหน้าในฝ่ายการตลาด ซึ่งปัจจุบันได้คนแล้วและกำลังจะสร้างทีมมาร์เก็ตติ้งจากที่มีเพียง 4 คนให้เพิ่มเป็น 10 คนใกล้เคียงในอดีต ,หัวหน้าฝ่ายด้านบัญชี ,การเงิน ,ฝ่ายไอที และฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ
2. การกู้ภาพลักษณ์และชื่อให้กลับมาเป็นที่รู้จักของตลาด ส่วนหนึ่งก็โดยผ่านโปรดักต์ทางการเงินและผ่านพันธมิตรธนาคาพาณิชย์ทั้งหลาย และ 3.การสร้างขนาดสินทรัพย์ให้เติบโตในระดับหมื่นล้านบาท
เป็นความท้าทายของเราที่ต้องกระตุ้นคนในองค์กรให้สร้างประสิทธิภาพในการทำงาน และช่วยกันเป็นทีม เพื่อจะกลับไปสู่ขนาดสินทรัพย์หมื่นล้านบาท อันนี้เป็นจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่ว่าเราไปประชุมกับรัฐวิสาหกิจอื่น กลายเป็นองค์กรจิ๋วหรือเล็กจนเหมือนถูกกลืน
โดยก่อนหน้า 3 ปี บตท.เคยที่มีขนาด 5,000-6,000 ล้านบาท แต่ได้ลดเหลือ 2,000 ล้านบาท อันเนื่อง จากปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนต้องตัดขายทิ้งให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือเอเอ็มซีกว่า 2,054 ล้านบาทหรือเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของพอร์ตรวม ณ ขณะนั้น 4,200 ล้านบาท
โครงการนำร่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บตท. จะร่วมกับพันธมิตร อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยคงที่ 1ปี , 3 ปี และ 5 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 3.99 %, 4.99% และ 6.99% ตามลำดับ วงเงินรวม 1,000 ล้านบาทระยะเวลาผ่อน 30 ปี รวมถึงพันธมิตรจากธนาคารคู่ค้าอื่น ซึ่งจะทยอยลอนช์ตามมา
หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ ก็มีโอกาสขยายความร่วมมือยังพันธมิตรสถาบันการเงินอื่น โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบเริ่มขาดสภาพคล่อง โครงการของบตท.ก็จะได้ผลเพราะเป็นการรับซื้อลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ และต่อยอดทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ให้สามารถนำเงินจากการขายพอร์ตไปปล่อยกู้ต่อ ซึ่งบตท.น่าจะขยายพอร์ตสินเชื่อได้อีก 4,000-,5000 ล้านบาท จนเป็นระดับหมื่นล้านบาท แต่อาจต้องใช้เวลาเกิน 1 ปี
อย่างไรความสำเร็จอีกเปราะหนึ่ง ช่วง 6 เดือนในเก้าอี้เอ็มดีของดร.ดวงพร ก็คือการทำกำไรให้กับบตท.สูงถึง 25 ล้านบาทเกินกว่าเป้าทั้งปีที่กระทรวงการคลังกำหนด และยังสูงกว่าอดีตที่เคยทำได้สูงสุดทั้งปีที่ 15 ล้านบาท
คนยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุดขององค์กร จะทำอย่างไรให้คนเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน และคิดเสมอว่าองค์กรเป็นของเรา ต้องร่วมกันและพร้อมที่จะทำเพื่อองค์กร ให้เต็มที่ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพยายามผลักดัน บตท.เอง ก็ไม่ต่างกับคนที่เพิ่งฟื้นไข้ ต้องหัดเดินก่อน จะให้วิ่งปร๋อเราต้องสร้างทัศนคติ ให้คนของเรามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน เพื่อจะมุ่งไปในทางเดียวกัน
ข หลายคนอาจมองว่า การเป็นผู้บริหารหญิง อาจมีปัญหาด้านการยอมรับจากพนักงานในองค์กร แต่สำหรับ ดร.ดวงพร เธอว่า คนในองค์กรจะให้การยอมรับหรือไม่ ก็อยู่ที่ความรู้สึกที่เขามีความเชื่อมั่นว่า ผู้นำคนนั้น มีความตั้งใจ และสามารถที่จะพาองค์กรไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารชายหรือหญิง จึงไม่ใช่อุปสรรค ความเป็นผู้หญิงอาจก็มีประโยชน์บ้างในแง่ ความซอฟต์ที่มีมากกว่า มีความมุ่งมั่น และมีโอกาสที่จะออกนอกลู่นอกทางน้อยกว่า และบุคลิกเธอเอง ก็เป็นคนที่ชอบกับการเอาชนะปัญหา และสนุกในความอยากที่จะเห็นงานสำเร็จ.
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
