หลังจากประสบภาวะขาดทุนมาถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน ค่ายผู้ผลิตชิปประมวลผลเบอร์สองของโลกอย่างแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) ก็มีอันต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ว่าใหญ่ในคราวนี้ ก็หมายถึงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารโดยปรับนายเฮกเตอร์ รูอิซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้นายเดิร์ก เมเยอร์ ดาวรุ่งในองค์กรคนใหม่เข้ามากุมบังเหียนแทนโดยนายเมเยอร์ ซึ่งต้องถือเป็นลูกหม้อเดิมของเอเอ็มดีที่ร่วมงานมาตั้งแต่ปี 2538 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชิป ผลงานที่โดดเด่นคือ รับผิดชอบการออกแบบชิปในตระกูลแอธลอน และมาในปี 2549 จนถึงล่าสุดเข้ามาช่วยนายรูอิซในการบริหารบริษัทในฐานะประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอเอ็มดี
แม้นายเมเยอร์จะได้รับการวางตัวให้เป็นทายาทรับไม้ต่อในการกุมบังเหียนของเอเอ็มดีต่อจากนายรูอิซก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารแบบฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมาก็สร้างประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และคนในอุตสาหกรรมไอทีไม่น้อย
ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทำให้เอเอ็มดีต้องเร่งเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ด้วยมีสถานะทางการเงินของบริษัทเป็นเดิมพัน เพราะแม้ว่าตั้งแต่ที่นายรูอิซเข้ามาบริหารในเอเอ็มดี และส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญกับยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมอย่างอินเทลและดึงส่วนแบ่งตลาดมาได้นับตั้งแต่ปี 2546 โดยเฉพาะการทำตลาดชิปออพเตอรอนที่มีจุดเด่นด้านกำลังในการประมวลผลที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์เพนเที่ยมของอินเทล กระทั่งทำให้เอเอ็มดีแทรกตัวเข้าไปถึงลูกค้าเดิมของอินเทลได้ ทั้งฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) และเดลล์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่อินเทลประสบปัญหาการออกแบบชิปและเลื่อนทำตลาดชิปรุ่นต่อมาออกไป
กระนั้น แต้มต่อของเอเอ็มดีก็อยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น นายรูอิซต้องพบกับปัญหาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไม่ตรงตามเป้าที่วางไว้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของเอเอ็มดีหายไป เช่น ปี 2550 ที่ผ่านมา ชิปโค้ดเนมบาร์เซโลนาสำหรับเครื่องแม่ข่าย ซึ่งระบุว่ามีหน่วยประมวลผลอยู่ในแผ่นซิลิคอนเดียวกัน 4 ตัว หรือควอดคอร์ เหนือกว่าชิปของอินเทลทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานและราคา ต้องทำตลาดล่าช้าออกไปเพราะพบช่วงโหว่ด้านการออกแบบชิป
แม้ในปีนี้บริษัทจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังถือว่าไม่พ้นภาวะขาดทุนอยู่ดี จากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เอเอ็มดีมียอดขาดทุนถึง 1,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่ายอดขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยอดขาดทุน ในที่นี้รวมถึงยอดขาดทุนราว 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทเอทีไอ เทคโนโลยีส์ฯ ผู้ผลิตชิปกราฟิก ที่เอเอ็มดีซื้อธุรกิจมาเพื่อพัฒนาชิปสำหรับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและดิจิตอล ทีวี ในปี 2549
หากแต่เอเอ็มดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังน้อยกว่าที่นักลงทุนในวอลล์ สตรีตคาดไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 1,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เอเอ็มดีภายใต้การบริหารของนายเมเยอร์ จึงยังมีภารกิจท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะการกู้คืนส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาพร้อมกับการเร่งออกผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นธงนำสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ และเครื่องแม่ข่ายทั้งที่มีหนึ่ง และสองหน่วยประมวลผลในซิลิคอนเดียว เพื่อให้สามารถดึงเอเอ็มดีกลับมาทำกำไร แข่งกับอินเทลได้อีกครั้งหนึ่ง
ส่วนนายรูอิซ จะปรับบทบาทเป็นประธานกรรมการบริษัท มีหน้าที่สำคัญคือ วางยุทธศาสตร์ให้กับเอเอ็มดีในการปรับลดค่าใช้จ่ายให้กับฝ่ายผลิตเสริมความคล่องตัวในการแข่งขัน และอีกบทบาทหนึ่งคือ สานต่อการยื่นฟ้องอินเทลในข้อหาผูกขาดตลาดทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศต่อไป โดยเอเอ็มดีเริ่มยื่นฟ้องอินเทลเมื่อปี 2549 ด้วยข้อหาว่า ผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกใช้ความได้เปรียบในฐานะผู้นำตลาดเสนอส่วนลดให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องแม่ข่ายอย่างไม่เป็นธรรม ปิดทางการทำตลาดของคู่แข่งซึ่งหมายถึงเอเอ็มดีโดยตรง
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
