ธุรกิจไอทีส่งสัญญาณยังแข็งแกร่งท้าภัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ล่าสุด ค่ายเทคโนโลยี 4 ยักษ์ใหญ่ทั้งไอบีเอ็ม ไมโครซอฟท์ กูเกิล และโนเกีย เปิดตัวเลขผลประกอบการไตรมาสล่าสุดยังเติบโตเป็นบวก ได้แรงหนุนจากตลาดเกิดใหม่นอกสหรัฐฯ เป็นหลักบริษัทด้านอุตสาหกรรมไอทีรายใหญ่ของโลก 4 แห่ง ประกอบด้วยไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม กูเกิล และโนเกีย แถลงตัวเลขผลประกอบการไตรมาสล่าสุด สะท้อนทิศทางไปในแนวเดียวกันว่ายังมีการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่ทะยานสูงขึ้น หรือจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวนำโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งประสบภาวะปั่นป่วนในตลาดการเงินและสินเชื่อ จนส่งผลให้อุตสาหกรรมด้านอื่นต้องประสบภาวะยอดขายลดลงไปตามๆ กันโดยเฉพาะด้านการเงิน ยานยนต์ และเวชภัณฑ์
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ อุตสาหกรรมไอทีมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความต้องการใช้งานด้านเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่งในตลาดนอกสหรัฐฯ การเติบโตของธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ตลอดจนการใช้งานโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอย่างกว้างขวางในตลาดเกิดใหม่
จากการเปิดเผยของกูเกิล ผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต กำไรในไตรมาส 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไมโครซอฟท์ มีกำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 42% ในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณปัจจุบัน หากแต่ผลกำไรของทั้งสองบริษัทยังน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ตรงข้ามกับไอบีเอ็ม ที่สามารถทำรายได้เกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ซึ่งหลักๆ มาจากการเติบโตของธุรกิจบริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์ในตลาดต่างประเทศ โดยไอบีเอ็มมีรายได้เพิ่มขึ้น 13% คิดเป็นมูลค่า 26,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของโลกอย่างโนเกีย แม้จะมีรายได้สุทธิตกลงมาราว 61% ไปอยู่ที่ 1,100 ล้านยูโร (1,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เนื่องจากมีต้นทุนการปรับโครงสร้างธุรกิจและรายได้จากเมื่อปีก่อนหน้าที่ไม่โตนักเป็นตัวฉุด แต่บริษัทก็มียอดขายเพิ่มขึ้น 4% ไปอยู่ที่ 13,150 ล้านยูโร โดยระบุว่า ตลาดโทรศัพท์มือถือขยายตัวราว 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
กรณีของไอบีเอ็มซึ่งมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เป็นเพราะแรงหนุนจากเศรษฐกิจสองส่วน ในด้านหนึ่งจากเศรษฐกิจที่เติบโตในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้มีการใช้จ่ายเพื่อติดตั้งระบบการเงิน และการสื่อสาร ขณะเดียวกัน ในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่ม G7 ซึ่งกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจขาลงก็ยังต้องมีการใช้จ่ายในการซื้อระบบไอทีเพื่อช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติงาน และเพื่อรองรับกฎควบคุมแบบใหม่ที่ให้สามารถตรวจสอบความเสี่ยงด้านการเงินและความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น
นายมาร์ก โลห์ริดจ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของไอบีเอ็ม กล่าวว่า ไอบีเอ็มมองเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดในประเทศอุตสาหกรรมรายใหญ่ๆ โดยมีรายได้เติบโตขึ้นราว 5% เมื่อปรับตามอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว นำโดยประเทศแคนาดาซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 11% ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวชูโรงหลักคือกลุ่มฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะ เครื่องแม่ข่ายระดับบน ที่มียอดขายเติบโตค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจาก บริษัทที่เป็นลูกค้ามีแนวโน้มจะจัดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบเสมือน กล่าวคือสามารถรองรับการทำงานได้หลากหลายหน้าที่ด้วยคอมพิวเตอร์จำนวนน้อยลงเพื่อประหยัดต้นทุนทั้งด้านค่าไฟ และศูนย์ข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
