ญี่ปุ่น ประเทศที่ได้ชื่อเป็นแหล่งพัฒนานวัตกรรมล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก ล่าสุดมีการพัฒนาประดิษฐกรรมที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่เฉพาะต่ออุตสาหกรรมการสื่อสาร แต่ยังรวมถึงประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในอีกหลากหลายด้าน กับเทคโนโลยีการพัฒนาภาพแบบ 3 มิติที่ย่อขนาดให้เล็กลงมาจนวางไว้ได้บนฝ่ามือเราผลงานชิ้นที่กล่าวมาหรือมีชื่อว่า จีคิวบิค (gCubik) ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นของประดิษฐกรรมต้นแบบ เป็นผลงานสร้างสรรค์จากทีมนักวิจัยแห่งสถาบันด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารของญี่ปุ่น ซึ่งนายชุนซุเกะ โยชิดะ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวถึงความมุ่งหมายของการพัฒนาในท้ายที่สุดไว้ว่า ต้องการพัฒนาให้เป็นภาพของบุคคล แบบ 3 มิติที่สามารถวางไว้ได้บนฝ่ามือของเรา และให้เคลื่อนไหวได้ในลักษณะแบบทันทีทันใดหรือเรียลไทม์ และสามารถสื่อสารพูดคุยได้
ในที่นี้ นายโยชิดะได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้จริง เป็นต้นว่ามีภาพของแฟนกำลังนั่งยิ้มอยู่บนโต๊ะหนังสือ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพที่อยู่ในกรอบรูปแบนๆ หากแต่เป็นภาพแบบ 3 มิติที่อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม หรือคุณปู่ คุณย่า ก็อาจประยุกต์ใช้เครื่องจีคิวบิคนี้ ซึ่งมีขนาด 10 เซนติเมตร หรือประมาณ 3.9 นิ้ว เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อเฝ้าดูภาพชีวิตความเป็นอยู่ของหลานที่อาศัยอยู่ในที่ห่างออกไปในลักษณะ 3 มิติเพื่อสร้างความสมจริงยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งบริษัทต่างๆ อาจใช้จีคิวบิคเพื่อดูผลิตภัณฑ์สินค้าต้นแบบจากผู้เสนอที่อยู่ห่างไกล หรือครูในโรงเรียนก็อาจใช้ในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่สอนได้แบบเห็นภาพ เป็นต้น
และก็อย่างที่กล่าวมา เนื่องจาก ยังเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แต่ทีมวิจัยก็กำลังพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงให้ภาพเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ ที่สำคัญ เจ้าประดิษฐกรรมชิ้นนี้ยังมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่างานแสดงแบบ 3 มิติแบบเดิมๆ ที่เคยมีมา ซึ่งสามารถมองได้จากทางด้านหน้าเพียงมุมเดียว หากแต่กรณีของจีคิวบิค ซึ่งตัวจอประกอบด้วยเลนส์เล็กๆ หลายชิ้นติดอยู่บนหน้าจอแอลซีดี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแสดงภาพแบบผสานรวม โดยผู้ใช้สามารถมองได้จาก 3 ทางด้วยกัน และแต่ละด้านก็จะให้ภาพที่ไม่เหมือนกันตามมุมมองในองศาที่ต่างกันไป นอกจากนี้ จีคิวบิคยังมีความก้าวหน้ากว่าตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมประเภทแว่นตา 3 มิติเพื่อรับชมแต่สามารถมองเห็นภาพ 3 มิติได้ด้วยตาเปล่า
นายโยชิดะยังระบุด้วยว่า ทางทีมผู้วิจัยตั้งเป้าว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงปฏิบัติภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หลังจากทำการปรับปรุงคุณภาพของภาพให้คมชัดยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาหาวิธีที่จะกำจัดสายไฟที่ระโยงระยางที่ติดกับกล่องออกไป และจะพัฒนาให้สามารถมองเห็นภาพ 3 มิติได้ทั้ง 6 ด้านแบบครอบคลุม และสุดท้าย ทางทีมผู้วิจัยยังมีแผนที่จะเพิ่มเสียงเข้าไปในภาพ 3 มิติ ในอนาคต เพื่อเพิ่มความสมจริงเสมือนว่าบุคคลที่ถูกย่อลงมาให้เล็กเท่าฝ่ามือกับสนทนาได้จริงอีกด้วย
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
