การปฏิวัตินวัตกรรมของชิปประมวลผล หรือสมองกลของคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปสู่การประมวลผลแบบปัจจุบันทันด่วนคงจะเกิดขึ้นได้จริงในอีกไม่ช้าแล้ว จากการริเริ่มความร่วมมือระหว่างอินเทล-ไมโครซอฟท์ ที่ตกลงเป็นผู้สนับสนุนทุนถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวลา 5 ปีให้กับกลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำ 2 แห่งในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ และมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เพื่อช่วยกันวิจัยและออกแบบระบบการประมวลผลที่พุ่งข้ามขีดจำกัดทฤษฎีการทำงานของชิปที่มีในปัจจุบันเป็นเวลาหลายทศวรรษที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลผูกติดกับหลักการของนายกอร์ดอน มัวร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท อินเทลฯ ที่ว่าขีดความสามารถในการประมวลผลของชิปจะเพิ่มขึ้นได้เท่าตัวในทุกๆ 2 ปี ดังที่รู้จักกันในกฎมัวร์ (Moore''''''s Law) แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปพร้อมกับความต้องการที่มากขึ้น ทั้งอินเทลเองและอุตสาหกรรมผลิตชิปโดยรวมต่างเร่งรีบที่จะผลิตชิปที่มีความเร็วในการประมวลผลได้เร็วกว่าทฤษฎี แต่ปัญหาที่เผชิญอยู่คือ ความเร็วที่ได้มากับความร้อนและความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งอินเทลและคู่แข่งอย่างเอเอ็มดี หันมาพลิกแพลงด้วยการพัฒนาชิปที่มีหน่วยประมวลผล หรือที่เรียกว่า คอร์ (core) ซึ่งถือเป็นสมองควบคุมการทำงานของอุปกรณ์หลายคอร์ในตัวเดียวกัน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนาการประมวลผลแบบคู่ขนาน (Parallelism) และยังเป็นหัวใจหลักของการทุ่นทุนการวิจัยในครั้งนี้
โดยแนวคิดของการทำงานแบบคู่ขนาน ตามความเห็นของนายแอนดรูว์ เฉียน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของอินเทลนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสู่ขุมพลังในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเติบโตให้ดำเนินต่อไป เนื่องจากการประมวลผลแบบคู่ขนานจะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้นจากการแบ่งหน้าที่การประมวลผลการทำงานที่หลากหลายระหว่างหน่วยประมวลผลที่มีอยู่หลายตัวให้ทำงานได้ในเวลาเดียวกันแทนที่จะใช้หน่วยประมวลผลตัวเดียวประมวลผลการทำงานคราวละงาน
สำหรับการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจะช่วยกันวางผังวิธีปรับรูปแบบการประมวลผลทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบงานยุคหน้าที่ทำงานด้วยชิปคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลหลายตัว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ยังจะจัดสรรเงินเพิ่มให้อีก 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าโครงการดังกล่าว ส่วนเบิร์กเลย์ก็มีการยื่นขอทุนสนับสนุนจากรัฐเพิ่มอีก 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แรงจูงใจในการวิจัยล่าสุดนี้ส่วนหนึ่งยังมาจากการตื่นตัวในอุตสาหกรรมเองที่มองเห็นวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า หลังจากการพัฒนาในส่วนซอฟต์แวร์เพื่อการทำงานแบบคู่ขนานไม่สามารถพัฒนาได้เร็วทันใจ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ในเวลานี้ยังเพิ่งอยู่ในขั้นเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหาการประมวลผลที่เป็นลำดับเท่านั้นแต่ยังไปไม่ถึงขั้นการประมวลผลแบบคู่ขนาน
ทั้งนี้ หากว่าการวิจัยบรรลุผลก็จะเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาหุ่นสมองกล ช่วยวิศวกรคอมพิวเตอร์พัฒนางาน เช่น ระบบการจดจำเสียง ใบหน้า การประมวลผลรูปภาพ และระบบการสาธารณสุข และเพลง และแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ทรงประสิทธิภาพ เครื่องแม่ข่ายที่เป็นแกนหลักของเครือข่ายองค์กร ตลอดจนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก รวมถึงอุปกรณ์พกพา เรียกว่าเปลี่ยนโฉมหน้าของการประมวลผลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปทั้งระบบ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
