การใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ที่ปัจจุบันทำได้มากกว่าเพียงแค่ตัวอักษร แต่ยังรวมถึงวิดีโอคลิป รับชมหนัง สร้างเครือข่ายทางสังคม และการเล่นเกมแบบหลายคนในเวลาเดียวกัน เป็นภาพสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตและเนื้อหา หรือคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ แต่อีกด้านหนึ่ง ยังสะท้อนถึงภัยคุมความที่กำลังคืบคลานมาสู่เทคโนโลยีเครือข่ายภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ได้มีแค่ตัวอักษรหรือเสียง ย่อมหมายถึงปริมาณข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในช่องทางรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่าย หรือแบนด์วิธด์ที่เพิ่มขึ้นจนมีการประเมินกันว่า เพียงปีที่แล้วปีเดียวเว็บวิดีโอยูทิวบ์ของกูเกิล มีการใช้แบนด์วิธด์เทียบเท่ากับการใช้งานอินเตอร์เน็ตในปี 2543 ตลอดทั้งปี ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ มีการประเมินเพิ่มเติมว่า ความต้องการใช้งานบนอินเตอร์เน็ตจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ หากมีความเป็นไปได้ว่าจะวิ่งแซงหน้าความสามารถของเครือข่ายในการรองรับการไหลเวียนของข้อมูลภายในปี 2554 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า
หากสิ่งที่คาดการณ์เป็นจริง ความแออัดตีบตันของช่องทางไหลเวียนข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตควรจะถือเป็นความท้าทายมากกว่าหายนะของอุตสาหกรรมดอตคอม เพราะอย่างน้อยในความเห็นของนายโจห์นา ทิลล์ จอห์นสัน ประธานบริษัทวิจัยในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม เนเมอร์เทส ก็มองว่า ความแออัดของช่องทางสื่อสารออนไลน์คงไม่ทำให้อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตดับสูญไปดื้อๆ หากแต่ผู้ใช้คงต้องทนกับสภาพการใช้งานที่เชื่องช้าลงของเครือข่ายก็เท่านั้นเอง
ส่วนฝ่ายที่มองโลกในแง่ดีขึ้นมาเล็กน้อย มองเห็นว่าวิกฤติดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ เช่น นายแอนดรูว์ ออดลิซโก อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมินเนสโซตา ที่มีทรรศนะว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลกจะเติบโตขึ้นราว 50% ต่อปีสอดคล้องกับการประเมินจากบริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ฯ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีก็สามารถโตตามทันกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย (เราเตอร์) ใยแก้วนำแสงที่เป็นช่องทางรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วขึ้น รวมถึงซอฟต์แวร์สำหรับการจัดกลุ่มข้อมูลที่ชาญฉลาดขึ้น
ความสำคัญที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องมาถกกันถึงเรื่องความท้าทายในอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตในวันข้างหน้า แท้จริงแล้วมีประเด็นเบื้องหลังที่สำคัญกว่าการพัฒนาตัวเทคโนโลยีให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้ นั่นคือ ความเกี่ยวโยงระหว่างเครือข่ายความเร็วสูงกับประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจ ตลาด และการสร้างงาน เพราะหากประเทศใดตกขบวนในการลงทุนด้านเครือข่ายแล้วก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่พร้อมในการลงทุนด้านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงนั่นเอง
ทั้งประเด็นของความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ความตีบตันของช่องทางดิจิตอลที่เป็นสายหลักที่ไหลเวียนเชื่อมต่อประเทศสู่ประเทศ (อินเตอร์เน็ต ซุปเปอร์ไฮเวย์) หากแต่เป็นปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่านั้น ทั้งความสามารถการรองรับของตัวสวิตช์ เราเตอร์ และช่องทางรับ-ส่งข้อมูลที่เข้าสู่แต่ละบ้านของผู้ใช้มากกว่า ซึ่งการอัพเกรดอุปกรณ์ไปสู่สายเคเบิลใยแก้วความเร็วสูงอาจต้องใช้งบสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า
การพัฒนาช่องทางอินเตอร์เน็ตในท้ายที่สุดจึงเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะหันมาตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งยังขึ้นกับรูปแบบการลงทุนของภาคเอกชนและการอุดหนุนจากรัฐบาล ท่ามกลางปัจจัยที่มากดดันตั้งแต่ การเติบโตของเว็บที่ให้บริการวิดีโอซึ่งต้องใช้แบนด์วิธด์มาก ความจำเป็นในการบริหารช่องทางรับ-ส่งข้อมูลของอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เช่น โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
