กสท ประกาศเลิกพึ่งสัมปทานขายมือถือ 2 ซิม ‘แคท เทเลคอม’
พล.อ.ต.พิริยะ ศิริบุญ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนต่อยอดธุรกิจโทรคมนาคมปี 2551 ว่า นอกเหนือจากบริการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กสท จะเน้นการทำธุรกิจที่ไม่พึ่งสัมปทาน เพื่อให้สามารถแข่งขันและเลี้ยงตัวเองได้ โดยแผนธุรกิจทั้งหมดจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือน ม.ค. 2551 เบื้องต้นในที่ประชุมบอร์ดได้พูดเรื่องการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ 2 ซิม ภายใต้แบรนด์ “แคท เทเลคอม” (CAT Telecom) รองรับทั้งระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จีเอสเอ็ม และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทดสอบการใช้งาน
มือถือ 2 ซิม จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ เพราะสามารถเลือกใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างอัตโนมัติระหว่างระบบจีเอสเอ็มและซีดีเอ็มเอ นอกจากนี้ยังจัดเตรียมคัดเลือกเนื้อหา (คอนเทนต์) ที่น่าสนใจจากญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการด้วย เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างโครงข่ายซีดีเอ็มเอใน 25 จังหวัดที่เป็นเทคโนโลยี ซีดีเอ็มเอ 2000 1x และโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 2000 1x EV-DO ในอีก 51 จังหวัด ขณะนี้สามารถใช้งานร่วมกัน ได้ปกติในเรื่องของการใช้งานด้านเสียง ส่วนการใช้งานด้านข้อมูล กสท จะเร่งปรับปรุงการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือของโครงข่ายใน 25 จังหวัดให้มีความเร็วเท่ากับ 51 จังหวัดโดยเร็ว
สำหรับราคาของโทรศัพท์มือถือ 2 ซิม จะครอบคลุมทั้งราคาระดับกลาง ซึ่งตัวเครื่องจะนำเข้าจากประเทศจีน เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือเฮ้าส์แบรนด์ที่จำหน่ายในปัจจุบัน และสำหรับตลาดบนหน้าตาคล้าย ๆ ไอโฟน หน้าจอแบบทัชสกรีน โดยมีจุดเด่นเรื่องการใช้งานด้านข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
นอกจากนี้ กสท ยังเดินหน้าโครงการบรอดแบนด์เพาเวอร์ไลน์ หรือการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านปลั๊กไฟ โดยนำอุปกรณ์สำหรับใช้งานบรอดแบนด์เสียบเข้ากับปลั๊กไฟแล้วนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต ขณะนี้ทดลองให้บริการกับลูกค้าภายในอาคารแล้วในอัตราค่าบริการจุดละ 580 บาท/เดือน โดยอนาคตมีโครงการให้บริการบรอดแบนด์เพาเวอร์ไลน์นอกอาคารด้วย ซึ่งต้องหารือกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก่อน สำหรับบริการดังกล่าวมุ่งเจาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่
สำหรับแผนปีหน้า พล.อ.ต.พิริยะ กล่าวว่า จะเดินหน้าเต็มที่กับการทำธุรกิจที่ทำให้ กสท มีรายได้เลี้ยงบริษัทได้โดยไม่พึ่งสัมปทาน โดยแผนธุรกิจดังกล่าวจะครอบคลุมแนวทางการทำงานของ กสท 5 ปี และเป็นแผนธุรกิจที่รองรับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ กสท จะพึ่งตัวเอง
ไปรษณีย์ไทยปรับตัวสู้ยุคดิจิทัล
ขายบริการสั่งให้ส่งทุกรูปแบบ
เดินทางเข้าสู่ปีที่ 125 แล้ว สำหรับบริการไปรษณีย์ ที่จะครบรอบในวันที่ 14 ส.ค. 2551
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 กรมไปรษณีย์โทรเลขแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนมาสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ได้ อย่างสวยงาม จากการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการ พร้อมคิดรูปแบบบริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคดิจิทัลแบบเต็มสูบตามแบบฉบับคนเมือง แต่ก็ไม่ลืมคิดบริการที่รองรับความต้องการของประชาชนที่อยู่ระหว่างช่องว่างความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
จากบริการรับ-ส่งจดหมาย ธนาณัติ พัสดุ ของพนักงานไปรษณีย์ สู่การรับ-ส่ง บริการผ่านตู้อัตโนมัติ หรือเอพีเอ็ม (APM-Automated Postal Machine) ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนที่ชอบความรวดเร็ว
พร้อมคิดบริการที่เข้ากับวิถีชีวิตยุคน้ำมันแพง
...บริการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20- 200 กิโลกรัม สร้างรายได้เข้าไปรษณีย์ไทยได้กว่า 66 ล้านบาท โดยวางแผนปีนี้จะลงทุนซื้อรถจัดส่งบริการดังกล่าวโดยเฉพาะ และจ้างเอาต์ซอร์สการจัดส่งจากเดิมที่ส่งแบบจุดต่อจุด (ที่ทำการไปรษณีย์ต่อที่ทำการไปรษณีย์) เป็นส่งตรงถึงบ้านผู้รับ พร้อมติดต่อกับผู้ให้บริการส่งจดหมายและพัสดุในต่างประเทศ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการกว้างขึ้น
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท. กล่าวว่า ปีที่แล้วบริการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 20-200 กิโลกรัม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งปีนี้จะรุกองค์กรธุรกิจเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ที่แน่นอน เช่นเดียวกับบริการ Messenger Post (เมสเซนเจอร์ โพสต์) รับเอกสารถึงออฟฟิศเพื่อจัดส่งไปยังเป้าหมาย ปีนี้นอกจากบริการให้ประชาชนทั่วไปแล้วยังมุ่งเจาะกลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคาร และธุรกิจโฆษณาด้วย
ส่วนบริการใหม่แกะกล่องที่จ่อคิวประกาศเปิดตัวปีนี้ได้แก่ บริการ “ซูเปอร์อีเอ็มเอส” หรือบริการส่งด่วนพิเศษที่ผู้ส่งสามารถกำหนดเวลาถึงได้ เช่น 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยไปรษณีย์จะจ้างเอาต์ซอร์สการจัดส่งจากที่ทำการไปรษณีย์ถึงบ้านผู้รับอีกที และบริการจัดทำแสตมป์ส่วนตัว (Personalize Stamp) ซึ่งนำโลโก้ของบริษัทต่าง ๆ มาทำแสตมป์เพื่อใช้ปิดซองจดหมายและนำส่งได้จริง ความประสงค์ของบริษัทต่าง ๆ ที่ไปรษณีย์ไทยอ้าแขนรับกับการทำประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่
รวมทั้งเปิดแฟรนไชส์ไปรษณีย์ ขยายพื้นที่บริการ ให้ครอบคลุมทุกหัวระแหง เบื้องต้นเล็งย่านธุรกิจ และแหล่งชุมชน ที่ยังไม่มีศูนย์ไปรษณีย์ กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 500,000 บาท/แฟรนไชส์ ซึ่งไปรษณีย์จะเป็นผู้วางระบบไอที เชื่อมต่อกับไปรษณีย์โดยตรงรวมทั้งตกแต่งสถานที่ด้วย คาดว่าภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้
นายออมสิน กล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจสื่อสารมีการแข่งขันสูง และผู้ประกอบการก็ต้องเหนื่อย เพราะภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงทำให้ต้นทุนการจัดส่งสูงตามไปด้วย ซึ่งรายได้ของไปรษณีย์ไทย 75% มาจากการให้บริการสื่อสาร ดังนั้น การต่อยอดธุรกิจที่มีและเพิ่มบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนจึงเป็นทางที่ ปณท. จะแข่งขันได้
ทีโอทีลุยบรอดแบนด์ผ่านโทรศัพท์บ้าน
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์การตลาดของทีโอทีปี 2551 ว่า จะใช้เงินลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ในทุกพื้นที่ และปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคมที่มี ให้เป็นโครงข่ายแบบ NGN (Next Generation Network) ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งด้านข้อมูล เสียง และมัลติมีเดีย เพื่อปรับองค์กรให้อยู่ในสภาวะที่สามารถแข่งขันได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2554 ด้วยงบประมาณปีละ 16,000 ล้านบาท หรือรวม 4 ปี 64,000 ล้านบาท หลังรายได้จากบริการโทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์สาธารณะ) ลดลง
คาดระหว่างดำเนินงานทีโอทีจะมีรายได้โดยรวมเพิ่มเฉลี่ยปีละ 9% จากปัจจุบันมีรายได้ทั้งหมด 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการของทีโอที 28,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากค่าสัมปทานและอื่น ๆ โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 7,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหลังสิ้นปี พ.ศ. 2554 ทีโอทีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 63,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมรายได้ที่ได้จากค่าสัมปทาน ซึ่งแผนดังกล่าวจะเริ่มดำเนินงานตามแผนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2551
ส่วนแผนระยะยาว ทีโอทีไม่ได้วางตำแหน่งเป็นเพียงผู้ประกอบการโครงข่ายโทรคมนาคม แต่วางตำแหน่งเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์ลูกข่ายโทรคมนาคมด้วย โดยมุ่งให้ทีโอทีเป็นผู้ให้บริการด้านบรอดแบนด์และโทรศัพท์พื้นฐานเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์บ้านของทีโอทีเพียง 6 ล้านเลขหมาย น้อยกว่าโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ 47 ล้านเลขหมาย ดังนั้นการเพิ่มการใช้งานโทรศัพท์พื้นฐานจึงช่วยเพิ่มการขยายตัวของการใช้บริการบรอดแบนด์ด้วย
ปัจจุบันทีโอทีมีรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐาน 70% และรายได้จากบรอดแบนด์ 30% นอกจากนี้ในแผนยุทธศาสตร์ยังมีเรื่องการปรับลดจำนวนพนักงานลงจากปัจจุบันมีพนักงาน 19,000 คน ให้เหลือ 17,000 คนภายใน 4 ปี.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
