เทคโนโลยีระบุตัวตนด้วยคลื่นวิทยุ หรือ อาร์เอฟไอดี (RFID: Radio Frequency Identification) กำลังเป็นเทคโนโลยีฮิตฮอต ที่ถูกจับตามอง เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์หลากหลาย แต่ในบ้านเราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาอย่างจริงจัง หลังจากปีที่ผ่านมาเกิดโครงการนำร่องการใช้งานอาร์เอฟไอดีขึ้นมาเพื่อจุดประกายให้เอกชนนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งาน นอกจากนี้ปลายปีที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม หรือ กทช. ยังได้อนุมัติให้ใช้คลื่นวิทยุ หรือคลื่นความถี่ ยูเอชเอฟ ระหว่าง 920-925 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อการใช้งานอาร์เอฟไอดี++RFIDเทคโนโลยีมากด้วยคุณสมบัติ
ดร.นัยวุฒิ วงษ์โคเมท กรรมการผู้จัดการ บริษัทไออี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาระบบระบุตัวตนด้วยคลื่นวิทยุ หรือ อาร์เอฟไอดี กล่าวว่าวันนี้บริษัทใหญ่ๆ ในทุกอุตสาหกรรมมีการนำอาร์เอฟไอดี ไปประยุกต์ใช้งาน แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก คือเพียง 20-30 บริษัทเท่านั้น แต่ก็มีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว้าปีนี้หลายบริษัทมีแผนลงทุนเทคโนโลยีดังกล่าว และน่าจะส่งผลให้มีการเติบโตของตลาดรวมประมาณ 20-50%
การนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี ไปประยุกต์ของภาคอุตสาหกรรมต่างๆนั้น ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมอาหาร มีการนำไปใช้งานด้านความปลอดภัยอาหารและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (food safety and traceability) และการเพิ่มผลผลิต ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตนำอาร์เอฟไอดี ไปประยุกต์ใช้งานด้านการวางแผนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพการผลิต (QC) ตลอดจนกระบวนการผลิตต่างๆ ส่วนทางด้านโลจิสติกส์นั้นมีการนำไปใช้ในการขนส่งสินค้า การตรวจสอบสถานะสินค้า และรถขนส่ง รวมถึงการจัดคิวรถขนส่ง
นอกจากนี้ดร.ณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ภาครัฐถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เอกชนนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้งานมากขึ้นด้วย โดยปีที่ผ่านมาได้เกิดโครงการนำร่องในการติดชิปอาร์เอฟไอดี ในวัว และสุกร เพื่อเก็บประวัติของสัตว์ อาทิ เพศ อายุ น้ำหนัก และประวัติการให้วัคซีน หรือโครงการนำร่องในการนำอาร์เอฟไอดี มาใช้ในอุตสาหกรรมส่งออกกุ้ง
สำหรับโครงการภาครัฐที่สำคัญทีนำไปใช้ปีนี้ คือ โครงการติดตั้งชิปอาร์เอฟไอดีในสุนัขของกรุงเทพมหานคร เพื่อบ่งชี้ว่าใครเป็นเจ้าของ โดยขณะนี้กทม. มีการจัดซื้อไมโครชิฟ ล็อตแรกแล้ว 50,000 ชิ้น พร้อมกับเครื่องอ่าน นอกจากนี้ยังมีโครงการอีโลจิสติกส์ ข้าวหอมมะลิ ที่มีการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอที ไปใช้งานเพื่อตรวจสอบและลดต้นทุนการขนส่งข้าว รวมถึงโครงการนำไมโครชิปอาร์เอฟไอดี ไปประยุกต์ใช้งานทดแทนรหัสแท่ง (barcode) ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่างๆ
ส่วนการพัฒนาของเทคโนโลยีของอาร์เอฟไอดีในประเทศไทยปีนี้นั้นคาดว่าจะมีการพัฒนาในหลายส่วน โดยจะมีไมโครชิปรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และคุณสมบัติการทำงานที่ดีขึ้นออกมาสู่ตลาด ซึ่งความสามารถในการอ่านข้อมูลระยะที่ไกลมากขึ้น , มีหน่วยความจำที่มากขึ้น และมีความสามารถในการวัดอุณหภูมิของชิป ขณะเดียวกันระบบงาน หรือแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานบนเทคโนโลยีดังกล่าวก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น
กรรมการผู้จัดการ บริษัทไออี เทคโนโลยีฯกล่าวเพิ่มเติบว่าแม้ว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. จะมีการอนุมัติให้ใช้คลื่นวิทยุ หรือคลื่นความถี่ ยูเอชเอฟ ระหว่าง 920-925 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อใช้งานอาร์เอฟไอดีแล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศไทยอยู่ เนื่องจาก กทช. ยังไม่อนุมัติเพิ่มเติมในส่วนของกำลังส่ง หรือเพาเวอร์ อีกทั้งขั้นตอนการขออนุมัตินั้นภาคเอกชนยังต้องใช้เอกสารจำนวนมาก
++จุดได้เปรียบRFIDสายพันธ์ไทย
ขณะที่นายกานต์ โอภาสจำรัสกิจ วิศวกรออกแบบอาวุโส บริษัทซิลิคอน คราฟท์ จำกัด ผู้ออกแบบไมโครชิปอาร์เอฟไอดีของไทย กล่าวว่าปีนี้จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู่ตลาด 2-3 ตัว อาทิ ชิปสำหรับทำเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี ,ชิปอาร์เอฟไอดี ย่านความถี่ 13 เมกะเฮิร์ตซ์ สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและการวิจัย ซึ่งเชื่อว่าปีนี้ภาคอุตสาหกรรมจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยจุดได้เปรียบของชิปที่ผลิตในประเทศไทยนั้นคือราคาต่ำกว่านำเข้าจากต่างประเทศ 30-50%
นอกจากนี้บริษัทยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชิปอาร์เอฟไอที สำหรับติดตั้งในหอย และปลา เพื่อติดตามเลี้ยง การให้อาหาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานในภาวะแวดล้อมจริงอยู่ คาดว่าจะเริ่มมีการใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณกลางปีนี้ ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการออกแบบชิป สำหรับใช้ติดตั้งบริเวณหัวกุ้ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และคาดว่าประมาณปลายปีจะสามารถพัฒนาชิป ย่านความถี่ยูเอฟเอช 900 เมกะเฮิร์ตซ์ สำหรับโครงการที่ต้องการการอ่านข้อมูลระยะไกล อาทิ ใช้ติดตามรถยนต์ ออกมาสู่ตลาด
ตอนนี้องค์กรสนใจอาร์เอฟไอดีมากขึ้น โดยเริ่มมีการออกแบบโปรเจ็กต์ ออกแบบการนำอาร์เอฟไอดีไปใช้รองรับกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าตลาดยังใหม่ ต้องใช้เวลาในการให้ความรู้กับองค์กรในการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไปประยุกต์ใช้งาน ซึ่งคาดว่ากลางปีน่าจะมีโครงการที่นำอาร์เอฟไอดี ไปใช้งานเชิงพาณิชย์เกิดขึ้น
++ฟังคำตอบจากผู้พัฒนาและให้บริการ
น.พ.สมิทธิ์ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไอเดนทิไฟ จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีกล่าวว่าต้องยอมรับว่าการเติบโตของอาร์เอฟไอดีไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ จะเห็นได้จากวอลล์มาร์ทเริ่มชะลอแผนการผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าที่ส่งของให้วอลล์มาร์ททุกรายติดป้ายอาร์เอฟไอดีทั้งหมดภายในปีนี้ออกไป เนื่องจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจริงในเชิงธุรกิจนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงานเป็นจำนวนมาก
ส่วนในไทยนั้นที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมมากกว่าครึ่งหนึ่งเริ่มต้นโครงการนำร่องการใช้งานเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไปแล้ว แต่ใน 10 รายนั้นจะมีการใช้งานจริง 1-2 ราย เนื่องจากในการใช้งานจริงนั้นจะต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด ประกอบกับปีนี้เศรษฐกิจของประเทศมีการชะลอตัว ภาคธุรกิจส่วนใหญ่มีความต้องการลงทุนเครื่องมือสร้างผลกำไร มากกว่าเครื่องมือลดต้นทุนอย่างอาร์เอฟไอดี
อย่างไรก็ตามตลาดอาร์เอฟไอดีในเมืองไทยช่วง 1-2 ปีนี้ยังมีการเติบโตขึ้น โดยในแง่ของจำนวนยูนิตนั้นมีการเติบโตจาก 2-3 ปีที่แล้ว 10 เท่า แต่ในแง่ของรายได้อาจเติบโตขึ้นประมาณ 3-4 เท่าๆ นั้น เนื่องจากราคาของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้นลดลง
สำหรับตัวอย่างการนำอาร์เอฟไอดีไปใช้งานปีนี้ คือ บริษัท ซีทีแอล โลจิสติกส์ ของปูนซีเมนต์ไทย ที่นำไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับระบบโลจิสติกส์ ตั้งแต่กระบวนการส่งของ- ถึงเก็บเงิน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงาน จาก 1 เดือนเหลือเพียง 3 วัน นอกจากนี้จะเริ่มเห็นการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี ไปประยุกต์ใช้ในการบริการลูกค้าระดับพรีเมี่ยม และบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมองว่าเทคโนโลยีในตลาดกลุ่มนี้นั้นจะพัฒนาสูงขึ้นไปอีก ซึ่งอย่างที่เห็นในตลาดประเทศที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการชำระค่าสินค้าและบริการ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
