อย.ไทยอนุมัติขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นลำดับที่ 71 ของโลก ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ย้ำยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจภายใน เพราะวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ต้นเหตุมะเร็ง ได้แค่ 2 สายพันธุ์ ขณะที่ไวรัสชนิดนี้มีกว่า 200 สายพันธุ์ ย้ำป้องกันด้วยการไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพื่อลดการสัมผัสไวรัสเอชพีวีนพ.สุชัย กิจศิริพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด แถลงว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย อนุมัติขึ้นทะเบียนวัคซีนมะเร็งปากมดลูกแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 71ของโลก ที่จะใช้วัคซีนนี้ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก คาดว่ากลางเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีวัคซีนให้บริการประชาชนโดยกลุ่มเป้าหมายคือ
หญิงอายุ 9-26 ปี วัคซีนนี้ต้องฉีด 3 เข็มต่อเนื่องกัน ภายใน 6 เดือน โดยฉีดเข็มที่ 0, 2 และ 6 เดือน สามารถป้องกันไวรัสเอชพีวี ที่เป็นต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 และป้องกันไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์ 6 และ 11 ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ ผลการวิจัยใช้วัคซีนนี้ในเด็กอายุ 9-15 ปี พบว่ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงกว่ากลุ่มอายุ 16-23 ปี หลายสิบเท่า ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 26 ปี หากยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็สามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ วัคซีนนี้ราคาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา 120 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในประเทศไทยจะตั้งราคาจำหน่ายต่ำกว่า
ด้าน นพ.ธีระวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การตรวจภายในด้วยวิธีแป็ปสเมียร์ สามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกว่าเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้ร้อยละ 70 แต่มะเร็งปากมดลูกอีกร้อยละ 30 มาจากไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์อื่น ๆ เพราะไวรัสนี้มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ ดังนั้น แม้จะมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ยังจำเป็นต้องตรวจแป็ปสเมียร์ โดยเฉพาะหญิงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้น ทั้งนี้ สถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,000 คน เสียชีวิตปีละ 3,000 คน โดยสวนดุสิตโพล ได้สำรวจการรับรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงจำนวน 1,078 คน อายุ 15-61 ปี พบว่า ร้อยละ 58 ทราบว่ามะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง ร้อยละ 90 ทราบว่า การตรวจแป็ปสเมียร์ เป็นวิธีค้นหามะเร็งปากมดลูกได้ แต่มีเพียงร้อยละ 25 ที่ตรวจภายในแบบแป็ปสเมียร์ โดยส่วนใหญ่ยังอายและกลัวเจ็บ จึงขอเชิญชวนผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจภายในค้นหามะเร็งปากมดลูก ถ้าพบในระยะเริ่มต้นมีโอกาสรักษาหายขาดได้
ผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์ทั่วไปมักหายเองภายใน 2-3 ปี คนที่ติดสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งมีเพียงร้อยละ 10 ที่เป็นมะเร็งปากมดลูก อีกร้อยละ 90 ไม่เป็น จึงมีห้วงเวลาที่จะตรวจหามะเร็งปากมดลูก ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รณรงค์ตรวจมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้น แต่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งเสี่ยงต่อการสัมผัสไวรัสนี้ ควรตรวจแป็ปสเมียร์ภายใน 3 ปี อย่าเปลี่ยนคู่นอน ขอให้ทั้งหญิงและชายรักนวลสงวนตัว มีคู่นอนคนเดียว จะลดการสัมผัสไวรัสเอชพีวี นพ.ธีระวุฒิ กล่าว
ด้าน นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การฉีดวัคซีนให้กับเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9 ขวบขึ้นไป ไม่มีผลกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโต เพราะเป็นวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี คล้ายกับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ฉีดให้กับเด็กแรกเกิดทุกคนจำนวน 3 เข็ม เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานโรคตับอักเสบ ป้องกันมะเร็งตับ ไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ ซึ่งผลการติดตามการใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็ไม่พบผลข้างเคียง
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจะผลักดันวัคซีนนี้เข้าระบบวัคซีนพื้นฐานของประเทศนั้น ต้องคำนึงจุดคุ้มทุน ซึ่งวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบี ต้องใช้เวลาถึง 15-20 ปี ดังนั้น วัคซีนนี้ก็ต้องใช้เวลา หากจะรับบริการจึงต้องจ่ายเงินเอง หากฉีดแล้วตั้งครรภ์ แพทย์จะหยุดฉีดรอจนกว่าคลอด และพ้นระยะให้นมลูกจึงมาฉีดต่อให้ครบ 3 เข็ม ซึ่งผลการวิจัยได้ผลไม่แตกต่างกับการฉีดต่อเนื่องภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่จะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็ง เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทางอ้อม เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้พบเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มสตรี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
