โดย อุราณี ทับทองโรคหัวใจ อีกหนึ่งภัยร้ายที่คร่าชีวิตเป็นอันดับต้นๆ
หน่วยศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล มีคำตอบจากการจัดโครงการ ห่วงใยหัวใจคุณ เพื่อเสริมความรู้ สร้างความเข้าใจแก่ผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาแล้ว ให้กลับดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ในแต่ละปีวชิรพยาบาลมีผู้ป่วยโรคหัวใจที่เข้ารับการรักษามากกว่า 10,000 คน เข้ารับการผ่าตัดปีละ 100 กว่าราย แต่หลังจากการรักษาแล้วผู้ป่วยก็ไม่ควรจะเข้ามารับการรักษาซ้ำอีก หรือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้นานที่สุด เพราะในปัจจุบันพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงสูง และต้องใช้เงินมหาศาลในการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ปีละ 20-50 ล้านบาท เฉพาะผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายสูงถึงครั้งละ 150,000-200,000 บาท นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฯ วชิรพยาบาล ด้านวางแผนและพัฒนา กล่าว
ด้วยความหวังในการลดอัตราการรักษาซ้ำของผู้ป่วย และช่วยลดรายจ่ายของประเทศ หน่วยงานดังกล่าวจึงเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ โดยเล็งกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ป่วยจำนวน 100 ราย ให้ทุกคนเข้ารับการตรวจเลือด ตรวจสุขภาพ ก่อนเข้ารับฟังความรู้ด้านปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
โภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือคนปกติ โดยมากมักมองเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ อาหารแต่ละมื้อที่เลือกต้องอร่อยและเป็นชนิดที่ชอบไว้ก่อน แต่หารู้ไม่ว่าตับวัวหรือตับหมูของโปรดที่บริโภคไปเพียง 5 ชิ้นบางๆ มีปริมาณคอเลสตอรอลสูงถึง 106 มิลลิกรัม หรือแม้แต่ข้าวขาหมูเพียงจานเดียว ก็มีปริมาณไขมันสูงถึง 30 กรัม น่องไก่ทอด 1 น่อง มีไขมัน 13 กรัม เท่ากับไส้กรอกอีสานปิ้ง 1 ชิ้น ส่วนผัดซีอิ๊วหมูใส่ไข่ที่ใครอาจบริโภคไปเมื่อวาน 1 จาน มีไขมันสูงถึง 34 กรัม เป็นต้น
เมื่อไขมันและคอเลสตอรอลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ ผู้บริโภคจึงควรคำนึงด้วยว่าควรบริโภคสิ่งใดปริมาณแค่ไหน สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักปกติปริมาณไขมันที่พอดีก็คือ เพศชาย 60-90 กรัมต่อวัน เพศหญิง 40-70 กรัมต่อวัน
การออกกำลังกาย สุขภาพที่ดีจำเป็นต้องควบคู่กับการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ การเดินเพื่อสุขภาพ หรือการบริหารร่างกายเบาๆ เช่น กระดกข้อเท้าขึ้นลง หมุนที่ข้อเท้า เหยียดขา นั่งยกเท้างอ ยกแขนขึ้นตรงยืนเอียงตัวซ้ายไปขวา หมุนไหล่ไปมา เป็นต้น ทั้งนี้ในอัตราชีพจรเท่าเดิมหัวใจที่ได้รับการฝึกการออกกำลังจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตได้มากขึ้น มีความตึงตัวเพิ่มขึ้น มีพลังงานจากการหดเกร็ง และผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเพลียล้ามากเกินไป เมื่อเกิดสภาวะออกซิเจนต่ำหรือความดันสูง
ลดคลายความเครียด ความเครียดกับโรคหัวใจมักเดินทางมาพร้อมกัน เนื่องจากภาวะเครียดทางจิตใจ สามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หลั่งสารอดรีนาลิน (adrenaline) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่ก่อน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือดแดงง่ายขึ้น ดังนั้นหากผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างเครียดๆ ถือว่าชีวิตอยู่ในภาวะเสี่ยงมาก
การผ่อนคลายความเครียด สามารถปฏิบัติได้หลายวิธี เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ การทำสมาธิ การจินตนาการ การคลายเครียดจากใจสู่กาย และการนวดคลายเครียด เป็นต้น
การเรียนรู้อย่างเท่าทัน ไม่เพียงจะมีประโยชน์ในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจซ้ำสองเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดที่ไต และทั่วร่างกาย แต่สิ่งเหล่านี้ทุกคนสามารถหลีกเลี่ยงได้...
ขอเพียงใช้ชีวิตแบบ เลือกบริโภค เลือกปฏิบัติ อย่างไม่ประมาท
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
