แกนนำผู้ชุมนุมกดดันให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอ้าง วัดพระธรรมกายให้ทั้งเงิน-คน-พระ ชุมนุมใหญ่ "ธงชัย" ลั่นยังดื้อดึงพรึบ 2 แสน "สุรยุทธ์" ลงทุนโทรล็อบบี้แกนนำเอง "ประสงค์" บอกให้รอมติประชาชน ขณะที่อำนาจเก่าปลุกคนไทยในลอนดอนชุมนุมไล่ คมช.4 พ.ค.กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธจากหลายทิศหลายทางรวมตัวกันเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยแกนนำผู้ชุมนุมยอมรับว่า วัดพระธรรมกายให้การสนับสนุนการชุมนุมในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชาวพุทธได้นำเต็นท์มาตั้งตลอดแนวถนนอู่ทองในทั้งสองฝั่ง โดยนำเสื่อปูในเต็นท์ เพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นฆราวาสนั่งฟังการปราศรัย และเมื่อเวลา 10.30 น.มีผู้ชุมนุมนำอาหารกล่องมาถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์
นอกจากนี้ยังมีหน่วยพยาบาลจากสมาคมเพื่อแพทย์ไร้พรมแดนตั้งรถปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม ซึ่งพบว่ายาที่ขอมากที่สุดคือ ยาดม ยาหม่อง แอมโมเนีย และยาลดไข้จำพวกแอสไพริน ทั้งนี้ ยาต่างๆ จะปฐมพยาบาลให้ผู้ชุมชุมได้ตลอดสองวัน
ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาคอยอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุม รวมทั้งคอยตรวจค้นกระเป๋าและอาวุธของผู้ที่ผ่านเข้าออกบริเวณถนนอู่ทอง ทั้งนี้ ยิ่งเข้าสู่ช่วงกลางวันอากาศยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ
อ้างจะทำให้คนเข้าหาศาสนามากขึ้น
พล.อ.อ.วีรวุธ ลวะเปารยะ รองประธานองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการชุมนุมว่า มีทั้งสงฆ์และฆราวาสมาร่วมชุมนุมกัน 1 แสนคน โดยมาจากชมรมพระพุทธศาสนาทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งต้องการเรียกร้องให้ผู้มีหน้าที่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะเป็นการชุมนุมโดยสงบแบบชาวพุทธ ส่วนเวทีจะมีพระเถระและฆราวาสจำนวนมากขึ้นปราศรัย
พล.อ.อ.วีรวุธ กล่าวอีกว่า ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ เพราะอยู่ในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบกับประเทศเรามีพุทธศาสนามากว่าพันปี และมีรัฐธรรมนูญมากว่า 75 ปี แต่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่จะบัญญัติเรื่องนี้เอาไว้ ซึ่งหากได้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะเป็นฉบับแรก เชื่อว่าชาวพุทธทั่วประเทศจะมีความพอใจ และยืนยันว่าจะไม่เกิดความแตกแยกทางศาสนา เพราะประชาชนก็ยังมีสิทธินับถือศาสนาอื่น เพียงแต่ต้องการให้ศาสนาในประเทศไทยมีความชัดเจน เมื่อบรรจุในรัฐธรรมนูญก็จะมีกฎหมายลูกประกอบ ซึ่งจะบัญญัติเรื่องข้อห้าม หรือทิศทางที่ชัดเจน
ปัจจุบันนี้จะเห็นว่าพุทธศาสนา และหลักคำสอนไม่ได้เข้าถึงปะชาชน โดยจะเห็นว่าเวลานี้ประชาชนไม่เคยเข้าวัด เพื่อไปศึกษาหลักคำสอน แต่เป็นการเข้าไปเพียงเพื่อเสี่ยงโชคและไถ่บาป แต่หากเราบรรจุศาสนาพุทธลงไปจะทำให้ศาสนาบรรจุในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะทำให้เยาวชนหันมาเข้าวัด เหมือนในอดีตที่ชุมชนบ้านและวัดจะอยู่คู่กัน พล.อ.อ.วีรวุธ กล่าว
พล.อ.อ.วีรวุธ กล่าวอีกว่า จะยื่นหนังสือถึง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว เพราะขณะนี้แม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ก็ยังเปิดไฟเขียวและเห็นด้วย แล้วเหตุใด น.ต.ประสงค์ จึงไม่นำมาพิจารณา ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน เชื่อว่าในวันถัดไปจะมีผู้มาชุมนุมเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนคนแน่ โดยวันเดียวกันนี้ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ประธานองค์กรพระพุทธศาสนา จะไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงกรณีเดียวกันต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ด้วย
"เรายืนยันว่า เราไม่ได้ทำเพราะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือมีใครชักใย แต่เรามีแนวคิดในการบรรจุพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญมานานแล้ว แม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เราก็ออกมาแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 เราก็ร่างหนังสือและกำลังจะยื่นต่อนายกฯ แต่ก็ไม่ทัน เนื่องจากมีการทำรัฐประหารเสียก่อน" พล.อ.อ.วีรวุธ กล่าว
ยอมรับธรรมกายเป็นสปอนเซอร์
ด้าน พล.อ.ธงชัย ยอมรับว่า องค์กรที่มาร่วมนอกจากจะมีองค์กรพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังมีวัดในส่วน กทม. ชานเมือง วัดพระธรรมกายและวัดในส่วนภูมิภาคมาร่วมด้วย โดยในส่วนของวัดพระธรรมกายได้ส่งบุคลากร โดยให้ พล.อ.อ.วีรวุธ เป็นผู้นำในการปรึกษาหารือต่างๆ รวมถึงมอบเงินสนับสนุนในการชุมนุมครั้งนี้ และพร้อมที่จะนำประชาชนที่สนับสนุนพระธรรมกายมาร่วมในการเรียกร้อง หากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งอาจจะมีถึง 2 แสนคน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการสนับสนุนกำลังทรัพย์ โดยเฉพาะป้ายคัตเอาท์ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย พล.อ.ธงชัย กล่าว่า ในส่วนของป้ายมีเพื่อนที่มีจิตเมตตาและมีแนวคิดเดียวกัน ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัททำป้ายโฆษณายักษ์ใหญ่ของ กทม.เป็นผู้สนับสนุน ส่วนเรื่องอาหารก็มีสมาชิกที่มีฐานะดีร่วมบริจาค
"ยืนยันว่าจะยุติการชุมนุมแค่ 2 ทุ่ม แต่วันที่ 26 เมษายน จะทำกิจกรรมตั้งแต่ 8 โมงเช้าเป็นต้นไป และจะเชิญ ส.ส.ร.อาทิ พล.อ.ปรีชา โรจนเสน นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ขึ้นมาร่วมปราศรัยด้วย พล.อ.ธงชัย กล่าว
ชี้เป็นกิจของสงฆ์ที่ควรทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากหน้ารัฐสภาว่า ช่วงบ่าย นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องจากกลุ่มองค์กรชาวพุทธที่เรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวไปเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการแปรญัตติในประเด็นดังกล่าวตามที่ต้องการ เพราะส่วนตัวเห็นว่า การบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติถือเป็นสิ่งที่ดีงาม จะช่วยคุ้มครองและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความยั่งยืนสืบไป โดยขณะนี้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กว่า 10 คน ที่พร้อมลงชื่อสนับสนุนให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ขณะที่แกนนำองค์กรพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำโดย พระศรีญาณโสภณ พระมหาต่วน ศิริธรรมโม ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยพระศรีญาณโสภณ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ครั้งนี้เป็นกิจของสงฆ์ที่สมควรทำ เพราะการเคลื่อนไหวเป็นการปกป้องทำนุบำรุงศาสนาให้อยู่คู่กับบ้านเมือง และไม่ได้เป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างศาสนา ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้น เพื่อให้พุทธศาสนาเข้ามามีส่วนช่วยกอบกู้วิกฤติทางศีลธรรมในประเทศ
พระครูสังฆพินัย ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า จะมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่และประชาชนจากทั่วประเทศมาร่วมชุมนุม และมั่นใจว่าจะไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะได้ทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องการรักษาความปลอดภัยแล้ว
นายวิโรจน์ พูลสุข แกนนำเครือข่ายองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะมารวมตัวกันไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน โดยเป็นพระสงฆ์ประมาณ 1 หมื่นรูป และเมื่อผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินทางจากพุทธมณฑลมาถึงหน้ารัฐสภา จะมีกิจกรรมบรรยายธรรมและอภิปรายด้านวิชาการเกี่ยวกับการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะยุติการปฏิบัติธรรมประจำวัน เวลา 20.00 น.
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นทราบว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางคนพร้อมให้บัญญัติประเด็นดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าขณะนี้มีพระผู้ใหญ่บางรูปถูกล็อบบี้ เพื่อไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม หากในชั้นการแปรญัตติไม่มีการนำประเด็นดังกล่าวบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสนคนออกมาเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่การชุมนุมที่หน้ารัฐสภาดำเนินการอยู่นั้น ขบวนธรรมยาตราจากพุทธมณฑลก็ออกเดินเท้ามุ่งหน้ามาร่วมชุมนุมที่รัฐสภาเช่นกัน โดยมีช้าง 9 เชือก เดินนำหน้า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยการจราจรตามเส้นทางที่ขบวนธรรมยาตราผ่าน ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนจัดเกือบ 40 องศาเซลเซียส
ตร.เตรียมกำลังพร้อม-เชื่อไม่มีมือที่สาม
พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการชุมนุมครั้งนี้ว่า จากข้อมูลที่รับทราบ การชุมนุมครั้งนี้น่าจะเป็นไปด้วยความสงบ แต่ก็ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลและอำนวยความสะดวก รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยดูแล เพื่อป้องกันมือที่สามที่อาจจะไม่หวังดี และสร้างสถานการณ์ อีกทั้งประสานไปยังเจ้าคณะจังหวัดให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยของพระสงฆ์และผู้ชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พล.ต.ต.มานิตย์ วงศ์สมบูรณ์ ผบก.น.1 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดีและจะปฏิบัติตามแผนที่วางกันมา ซึ่งจะใช้กำลังทั้งสิ้น 2 กองร้อย โดยแบ่งเป็น ตำรวจนครบาล 150 นาย และจาก สน.ดุสิต 50 นาย และมีเจ้าที่ตำรวจ ตชด.เข้ามาสมทบอีก 2 กองร้อย โดยจะเน้นเรื่องการกีดขวางทางจราจร หากพบเห็นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาเพื่อรักษาความเรียบร้อย เชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีมือที่สามเข้ามาป่วนสร้างสถานการณ์
พล.ต.ต.มานิตย์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จะไม่ประมาท โดยจะตั้งจุดสกัดและมีการตรวจอาวุธ นอกจากนี้ยังประสานกับพระธรรมสุธี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เพื่อดูแลและเจรจากับฝ่ายพระสงฆ์ ที่มีพระวินยาธิการอีก 35 รูป คอยดูแลควบคุมการชุมนุมอีกด้วย
กก.สิทธิฯ เตือนอย่าราดน้ำมัน
นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่องค์กรพุทธศาสนาเรียกร้องให้บรรจุในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ว่า การเรียกร้องเรื่องนี้ต้องคำนึงว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ล่อแหลม ต่อสังคมไทยที่มีความเปราะบางมากไม่อยากราดน้ำมันลงกองไฟมากกว่านี้ จึงขอถามกลุ่มผู้ชุมนุมว่าการที่ลุกขึ้นมาแบบนี้คิดถึงกลุ่มอื่นบ้างหรือไม่ การที่สังคมอยู่ในช่วงที่มีวิกฤติการณ์แบบนี้ควรทำความเข้าใจกับคนกลุ่มอื่นในสังคมด้วย อยากให้คิดในหลายมุมร่วมกัน
ส่วนเรื่องการบัญญัติหรือไม่บัญญัตินั้น โดยส่วนตัวไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่อยากจะเตือนว่าขอให้คิดให้ดีๆ วิกฤติที่สังคมไทยประสบอยู่ในขณะนี้รอบทิศรอบด้านมากพออยู่แล้ว จะนองเลือดหรือไม่คงไม่สามารถบอกได้ แต่คิดว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้สังคมไทยแตกแยกเพราะสิ่งที่สังคมไทยประสบอยู่มีเรื่องที่อ่อนไหวกว่านี้
จรัญให้ร่วมกันหาทางออกที่สาม
นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ คมช.มีมติไม่ขัดข้องที่จะมีการบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า เรื่องดังกล่าวไม่ต้องการให้เรียกประชาชนที่เรียกร้องเรื่องนี้เป็นม็อบ ขอให้มองด้วยเจตนาดีว่าเป็นศาสนิกชนที่รักศาสนาที่เขานับถือ เหมือนทุกคนที่ต้องการให้ศาสนาที่นับถือได้รับการยกย่อง จึงอย่าไปมองว่าม็อบหรือจัดตั้งมา การที่ คมช.มีมติออกมาเช่นนี้ เห็นว่าเป็นท่าทีที่เสรีมากและแสดงความเป็นกลาง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่การสลายความรู้สึกหวาดระแวงที่มีอยู่ว่า คมช.ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องนี้
นายจรัญ กล่าวอีกว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถอนความยึดมั่นถือมั่นในจุดยืนเดิม แล้วหันมาหารือกันว่าจะคลี่คลายความเห็นที่แตกต่างให้ลงตัวพอที่จะรับได้อย่างไร ซึ่งต้องให้มีกระบวนการให้ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้หารือตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างละเอียด รอบคอบ ไม่ใช่พูดกันคนละทีคนละมุม
"ตอนนี้มีการเสนอทางออกนำหน้าแล้วผ่านทางสื่อต่างๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันหาทางออกที่สาม เพื่อให้ได้วิน วิน โซลูชั่น (win win solution) ซึ่งทางออกที่มีผู้เสนอว่า น่าจะพอทำได้คือ มีช่องทางอย่างไรที่จะบัญญัติยกย่องพุทธศาสนาให้สมฐานะ ขณะเดียวกันยกย่องศาสนาอื่นให้พอใจด้วยกันด้วย เพื่อปิดช่องไม่ให้คนที่ไม่หวังดีมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้" นายจรัญ กล่าวและว่า ต้องไม่พูดถึงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และเรื่องการหาทางออกต้องหาทางให้ทุกฝ่าย ซึ่งกระบวนการหาทางออกที่ผ่านมายังไม่ได้เริ่มต้น ยังมีเวลาอีกเดือนเศษก่อนจะมีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญหลังรับฟังความคิดเห็น
ประสงค์ขอฟังความเห็น ปชช.ก่อน
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุม คมช.มีมติไม่ขัดข้อง หากมีการบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติลงในรัฐธรรมนูญว่า ทุกคนทุกฝ่ายสามารถเสนอความคิดเห็นได้ เพราะยังอยู่ในช่วงการพิจารณารับฟังความเห็น ใครอยากเสนออะไรก็ทำได้ เพราะยังไม่เป็นข้อยุติ ซึ่ง ส.ส.ร.ก็จะนำมาพิจารณาประกอบว่าเหตุผลใดดี มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และในขั้นการแปรญัตติของ ส.ส.ร.ก็มีโอกาสทำได้ในการแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการที่กลุ่มองค์กรพุทธศาสนาประกาศจะเดินหน้าเคลื่อนไหวจนกว่าจะประสบความสำเร็จนั้นก็เป็นสิทธิ แต่ความเห็นต่างๆ ก็มีสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่จะให้บรรจุประเด็นนี้ลงในรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะบานปลายหรือไม่ เพราะมีการระบุว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลัง น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ได้แต่หวังอย่างเดียวว่าแต่ละฝ่ายจะต้องพยายามมองส่วนรวมให้มากที่สุดว่าผลที่จะเกิดขึ้นจะดีกับประชาชนและส่วนรวมของประเทศมากน้อยแค่ไหน อย่ามองที่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก
ต่อข้อถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระบุว่า ถ้ามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบบผิวเผิน จะเห็นว่าเป็นร่างที่ดี แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายมาตรา จะเห็นว่ายังมีส่วนที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ชัดเจน น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เป็นความเห็นของนายมีชัย แต่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ทำหน้าที่ในการยกร่างอย่างดีที่สุด และกระบวนการยกร่างตามมาตราก็ได้อาศัยเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นนักร่างกฎหมาย ซึ่งช่วยทำให้มาตราต่างๆ กระชับและถูกต้องตามถ้อยคำของกฎหมาย
ขอให้เข้าใจผมหรือกรรมาธิการทั้ง 35 คน พวกผมร่างรัฐธรรมนูญนี้ พวกผมไม่ใช่เนติบริกร ผมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้กระทั่งร่างเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ อันนี้ต้องขอเรียนตรงๆ น.ต.ประสงค์ กล่าว
สุรยุทธ์ประสานม็อบบางกลุ่มผ่อนปัญหา
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. ระบุในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 24 เมษายน ว่าจะมีวิกฤติการเมืองในช่วงเดือนพฤษภาคม และอาจจะมีเหตุรุนแรงจากการชุมนุมของคนหลายกลุ่มว่า คมช.มีข้อมูลต่างๆ มาพูดคุยในการประชุมนอกรอบ เป็นเรื่องของปัญหาที่มีอยู่หลายๆ รูปแบบ มีหลายเรื่องที่จะต้องตรวจสอบ ซึ่งรัฐบาลรับจะติดตามและแก้ไขปัญหา
ผมยังตอบไม่ได้ว่าจะมีผู้มาชุมนุมกี่กลุ่ม อยู่ในขั้นตอนการทำงาน เราต้องค่อยๆ พูดกัน จะต้องหาผู้ที่เราสามารถพูดคุยได้ แล้วแก้ปัญหากันไป จะต้องทำให้ผู้ที่มีปัญหามีความคิดแตกแยก มายอมรับว่ามีทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ ซึ่งนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ติดต่อทำความเข้าใจบ้างแล้ว และผมก็ติดต่อบางกลุ่มได้ ต้องช่วยๆ กัน นายกรัฐมนตรี กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมามีแต่ระบุว่าจะมีเหตุนองเลือด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความมั่นใจได้ว่าจะหาทางออกและทางแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น ด้วยการเจรจา ด้วยสันติวิธี ซึ่งได้บอกมาตลอด ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ว่าไม่ต้องการเห็นคนไทยแตกแยกกัน
ส่วนจะคลี่คลายปัญหาข้อเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องพูดคุยกันทั้งนี้ได้พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนแล้ว โดยยังมีช่องทางและรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ประชาชน ซึ่งจะดูว่ามีช่องทางแปรญัตติอย่างไรบ้าง จากนั้นให้รวบรวมมาเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ได้บอกผู้ชุมนุมให้ดูแลปัญหามือที่สามที่จะมาก่อความวุ่นวายในการชุมนุมด้วย
ต้องค่อยๆ พูดกัน ทุกอย่างมีเบื้องหลังทั้งนั้น ไม่ใช่มีเบื้องหน้าอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมาจะเป็นร่างแรกก่อน ส่วนร่างที่ 2 จะออกในเดือนกรกฎาคม ต้องมาดูว่าเป็นที่ยอมรับหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่จะบอกว่าสิ่งที่เราพยายามแก้ไขขณะนี้จะเป็นสิ่งไม่ดีตั้งแต่ต้น นายกรัฐมนตรี กล่าว
เติ้งห่วงวิกฤติการเมืองจากร่าง รธน.
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดจากการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีการชุมนุมของพระสงฆ์ เพื่อให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้มีหลายฝ่ายแสดงความเห็น ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟังว่า เสียงส่วนใหญ่ต้องการอย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีบางเรื่องที่ไม่ควรจะแก้ไข เช่น ระบบเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ดีอยู่แล้ว และไม่มีปัญหา แต่มาแก้ไขให้เป็นการเลือกตั้งระบบพวง และยังแก้ไขการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ เป็นระบบสัดส่วน
ผมเห็นว่าบ้านเมืองขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ และเป็นห่วงว่าจะเกิดวิกฤติการเมืองอีกหรือไม่ ทำไมไม่ยึดรัฐธรรมนูญปี 2540 และแก้บางมาตราที่ไม่ถูกต้อง ระบบเลือกตั้งของเดิมดีอยู่แล้ว แต่ไปแก้ไขให้ยุ่งเหยิงไปหมด จนเกิดกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมวิตกมาก ทำไมไม่ช่วยกันแก้วิกฤติ กลับไปทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก นายบรรหาร กล่าว
นายบรรหาร กล่าวด้วยว่า ยิ่งใกล้วันที่ 30 พฤษภาคม ที่จะมีการตัดสินคดียุบพรรคการเมือง เหตุการณ์จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น สถานการณ์จะประดังเข้ามา เพราะไม่ทราบว่าตุลาการรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร ถ้าตัดสินยุบพรรคหนึ่ง อีกพรรคหนึ่งไม่ยุบ หรือยุบทั้งสองพรรค หรือไม่ยุบพรรคใดเลย จะมีผลสะท้อนกลับมาแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตาม คิดว่าให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินโดยเร็วก็เป็นเรื่องดี การเมืองจะได้มีทิศทางเดินหน้าต่อไป ส.ส.จะได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่พรรคใหม่ หรืออยู่พรรคเดิม หรือย้ายมาอยู่กับพรรคชาติไทย
ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ติดตามม็อบเข้ากรุง
ด้าน นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ประจำเดือนเมษายน ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะเคลื่อนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพื่อต่อต้านการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะมีการตัดสินคดียุบ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มี 2 เรื่อง คือ ความเคลื่อนไหวของประชาชนที่เดือดร้อนจริง และความเคลื่อนไหวเพื่อประเด็นทางการเมือง
หากพบว่ามีความเคลื่อนไหว ให้จังหวัดดำเนินการแก้ปัญหาเองก่อน เมื่อแก้ไม่ได้ให้ประสานส่วนกลาง เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจ หรือประสานมายังปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อจะประสานอธิบดี ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรี และหากยังไม่ได้ผล ให้รวบรวมข้อเท็จจริงเดินทางมาชี้แจงกับกระทรวงด้วยตนเองและจัดเจ้าหน้าที่ติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
