ศ.นพ.เกษม แนะทำวิจัยจากการทำงานประจำ ได้องค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แนะนักวิจัยยึดกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประหยัด เรียบง่าย ให้ประโยชน์สูงสุด ฝากน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางดำรงชีวิต ปลูกฝังความสุขจากจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ ตั้งแต่วัยเด็กศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติประจำปี 2550 เรื่อง จากงานประจำสู่งานวิจัย ว่า งานวิจัยเป็นสิ่งจำเป็น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำการวิจัยของผู้ที่ทำงานประจำ ซึ่งงานวิจัยจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ตนเห็นว่างานวิจัยเป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องทำ เริ่มตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ก็สามารถที่จะทำงานวิจัยได้ ครูอาจารย์ นักศึกษา รวมถึงพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ ก็ควรที่จะทำงานวิจัยเช่นกัน งานวิจัยหนึ่งที่ควรจะทำในการพยาบาล คือ การวิจัยเพื่อตัดวงจรระบบงานให้มีความกระชับ ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ เช่น ขั้นตอนในการลาคลอด พบว่า จะต้องผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะลาได้ จะทำอย่างไรให้เขียนเอกสารครึ่งหน้าแล้วสามารถลาคลอดได้ ตนเคยเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง พบว่า จะลาบวชได้ต้องผ่านความเห็นชอบของคนถึง 23 คน งานประจำลักษณะนี้ สามารถทำวิจัยนำข้อมูลที่ได้มาปรับการบริหารงานให้เกิดผล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการวิจัยไว้ว่า ประหยัด เรียบง่าย ให้ประโยชน์สูงสุด จึงขอฝากให้นำไปใช้เป็นหลักในการทำวิจัยด้วย
ศ.นพ.เกษม กล่าวต่อว่า ในส่วนของครูอาจารย์ก็ควรมีการทำงานวิจัย ทั้งในเรื่องเนื้อหา และรูปแบบการสอน ว่าจะพัฒนาให้มีความเหมาะสมเพียงพอ ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ในส่วนของนักศึกษา ก็ควรที่จะมีการทำงานวิจัยด้วย ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่การเรียนในระดับปริญญาตรี ไม่ใช่ทำวิจัยเฉพาะระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเท่านั้น โดยในระดับปริญญาตรี ไม่ได้ให้ทำวิจัยหนักเท่าปริญญาโทและเอก โดยอาจจะกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาตัวเองเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ ทำให้นักศึกษามีคุณภาพ พร้อมที่จะออกมาทำประโยชน์ให้กับประเทศ
ศ.นพ.เกษม ได้อภิปรายในหัวข้อ ปรัชญานำทางชีวิต แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน รวมถึงระดับรัฐบาล ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกโลกาภิวัตน์ หลักปรัชญาความพอเพียงมี 3 ส่วนคือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยความพอประมาณ มีเหตุผล สามารถอธิบายได้ รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร อันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก โดยต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเสริมสร้างพื้นฐานสภาพจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักทฤษฎี รวมถึงนักธุรกิจทุกระดับ ให้มีความสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้
ต้องมีความพอเพียงในความคิด พอเพียงในการพูดจา พอเพียงในการกระทำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นย้ำว่า คำที่สำคัญที่สุดคือคำว่า พอ ต้องสร้างความพอที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้ แล้วจะพบกับความสุข ต้องมีความพอที่สมเหตุสมผล ความสุขที่เกิดจากจิตสะอาด สว่าง สงบ ไม่ต้องอาศัยวัตถุ ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ก็ต้องฝึกตัวเอง เป็นสุขได้กับธรรมชาติ เห็นเกาะสมุยสวยก็ดื่มด่ำกับความงาม ไม่ใช่อยากเป็นเจ้าของขอให้ออกเอกสารสิทธิ์ ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมจนบ้านเมืองยุ่งเหยิง ศ.นพ.เกษม กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
