การแข่งขันABU Asia-Pacific Robot Contest เป็นสนามให้เยาวชนจากประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ประดิษฐ์หุ่นยนต์มาฟาดฟันกันตามกติกาการแข่งขันแต่ละปีหุ่นยนต์ ที่ใช้แข่งขันจะเป็น สัญลักษณ์ สะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ รวมทั้งความสามารถในการจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจ หุ่นยนต์ จากประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและการลงทุนทางการศึกษาที่แตกต่างกัน กลับมีเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน
การแข่งขันABU Asia-Pacific Robot Contest ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ระหว่างเยาวชนในประเทศภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งหมด 18 ประเทศ ปิดฉากลงด้วยทีม Xian Jiaotong University ของประเทศจีนครองแชมป์ หลังจากโค่นทีม Electronic Engineering Polytechnic Institule of Surabaya ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถเอาชนะทีมมะพร้าวอ่อน จากวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา ในรอบ 8 ทีม และเอาชนะทีม Korea University of Technology & Educotion ประเทศเกาหลี ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมจีน
ความจริงที่พิสูจน์ได้จากการแข่งขันหุ่นยนต์นี้ คือเทคโนโลยีในการสร้างหุ่นยนต์ของแต่ละประเทศไม่ทิ้งห่างกันมากนัก แม้พวกเขาจะมาจากประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน แม้แต่หุ่นยนต์จากประเทศร่ำรวยอย่างญี่ปุ่นยังตกรอบ 8 ทีม เช่นเดียวกับไทย นั่นเป็นเพราะคณะกรรมการไม่ได้ตัดสินที่ความไฮเทค แต่ตัดสินที่การวางแผนการเล่นและไหวพริบของผู้เข้าแข่งขันด้วย
นั่นทำให้แชมป์ของการแข่งขันหุ่นยนต์ABU ครั้งที่ 7 ล่าสุด ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ประเทศที่ได้แชมป์ผลัดเปลี่ยนกันไป ประเทศเล็กๆ เช่น ไทย หรือเวียดนาม ก็มีโอกาสเป็นแชมป์มาแล้ว
จักรกฤษวรางกูร สมาชิกทีมมะพร้าวอ่อน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแข่งขันว่า ทีมจากจีนครองแชมป์ได้เพราะวางแผนการเล่นดี ใช้รูปแบบการเล่นที่ไม่ซับซ้อนแต่แม่นยำ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียเอาชนะทีมไทยได้เพราะวางแผนแก้เกมดี
จริงๆแล้วทีมจีนถูกจับตาตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะหุ่นยนต์ของพวกเขามีความเร็วสูงอย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับทีมไทยก็ถูกจับตา และวางให้เป็นมืออันดับหนึ่งด้วยซ้ำ หุ่นยนต์ไทยลงทุนถึงตัวละ 1 แสนบาท ซื้ออุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีมาสร้างหุ่นยนต์ใหม่สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ แต่ จักรกฤษ บอกว่า หุ่นยนต์เพิ่งสร้างเสร็จต้องรีบส่งขึ้นเรือมายังเวียดนามเพราะเจ้าภาพให้ส่งหุ่นยนต์มาก่อนการแข่งขัน 2 เดือน ทีมมะพร้าวอ่อนจึงไม่มีโอกาสได้ตรวจเช็ค นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้
ในการแข่งขันรอบแรกทีมไทยพบกับทีมเวียดนามประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ และเกมนี้ ทีม Polytechnic University of Da Nang ของเวียดนาม เล่นได้ดีกว่า ขณะที่หุ่นยนต์ของพวกเขาซึ่งส่วนใหญ่ใช้อะไหล่จาก บ้านหม้อ ของไทย เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เวียดนามชนะทีมไทย ด้วยคะแนน 10 ต่อ 9 แต่ผิดกติกาถูกตัด 2 คะแนน พ่ายทีมไทยไปอย่างน่าเสียดาย
ปัจจุบันเวียดนามได้รับงบประมาณที่ลงทุนด้านการศึกษาน้อยกว่าไทยแต่เวียดนามสามารถครองแชมป์ ABU Asia-Pacific Robot Contest ได้ 2 ครั้ง ขณะที่ไทยทำได้แค่ 1 ครั้ง ในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ เวียดนามซิวเหรียญทองจากวิชาคณิตศาสตร์ วิชาที่สุดหิน ได้บ่อยครั้ง ไทยเพิ่งได้เหรียญทองจากวิชานี้ไม่กี่ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามประสบความสำเร็จกับการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่จำกัด
NGUYEN TUNG LAM นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยฮานอย มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของเวียดนาม เล่าให้ฟังว่า แม้จะเป็นระบบการปกครองแบบสังคมนิยมซึ่งสวัสดิการสังคมทุกอย่างน่าจะฟรี แต่ชาวเวียดนามต้องช่วยรัฐจ่ายค่าเล่าเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา รวมทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮานอย ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเดือนละ 300 บาท เช่นกัน
ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจัดงบประมาณไม่เพียงพอ แต่ชาวเวียดนามยินดีจ่ายเพื่อซื้อความรู้ แม้กระทั่งการเข้าแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศเพื่อหาทีมตัวแทนร่วมแข่งขัน ABU Asia-Pacific Robot Contest มหาวิทยาลัยฮานอยก็สนับสนุนเฉพาะทีมที่ชนะเลิศได้เป็นตัวแทนประเทศเท่านั้น NGUYEN TUNG LAM บอกเราว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพวกเขาต้องการชนะ ต้องการความภาคภูมิใจ
แม้จะได้งบจำกัดแต่มหาวิทยาลัยฮานอยก็ประสบความสำเร็จในการจัดการการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ NGUYEN TUNG LAM เล่าว่า เมื่องบมีจำกัด ก็ต้องสร้างอุปกรณ์ไว้สอนลูกศิษย์เอง ส่วนใหญ่ชิ้นส่วนซื้อจาก บ้านหม้อ ของไทย หากเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างชาติ
NGUYEN TUNG LAM บอกว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้นักศึกษาของที่นี่ประสบความสำเร็จจริงในการเรียนเพราะระบบการเรียนของมหาวิทยาลัยฮานอยเน้นฝึกภาคปฏิบัติ ให้นักศึกษาทำงานอย่างหนัก นักศึกษาส่วนใหญ่จึงทำงานควบคู่ไปกับการเรียน พวกเขาจึงมีโอกาสลงมือทำจริงตลอด
ศรีวิการ์เมฆธวัชชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษาซึ่งได้ร่วมเดินทางไปดูแลการแข่งขันที่เวียดนาม และมีโอกาสดูงานในมหาวิทยาลัยของเวียดนาม เล่าว่า สถาบันอุดมศึกษาในเวียดนามขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอน แต่เขามีวิธีแก้ปัญหาที่ดี โดยแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และทำงานร่วมกับหน่วยงานในประเทศ เช่น วิทยาลัยท่องเที่ยวก็ทำงานร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ และตัวแทนของมหาวิทยาลัยเฉพาะทางจะเข้าเป็นบอร์ดระดับชาติในด้านนั้น เช่น วิทยาลัยท่องเที่ยวไปเป็นบอร์ดดูแลการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม
ที่สำคัญสถาบันอุดมศึกษาของเวียดนามเน้นเฉพาะทาง ไม่สอนแบบจับฉ่ายเหมือนไทย ทำให้การเรียนการสอนมีมาตรฐาน ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตรงจุดนี้ไทยควรนำมาปรับใช้กับสถาบันอุดมศึกษาของไทยและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นมากขึ้น
สุพินดาณ มหาไชย เรื่อง-ภาพ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
