ระบุทำให้จังหวัดริมทะเลภาคกลางปั่นป่วน ล่าสุดมีการฟ้องร้องให้ นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ยุติการพูดถึงเรื่องดังกล่าวฟ้องสมิทธหยุดพูดสตอร์มเซิร์จ
นายสมิทธ ธรรมสโรช
ประธานฯศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายสนธิญา สวัสดี รองโฆษกพรรคประชากรไทย ในฐานะคณะกรรมการบริหารแผนป้องกันอุทกภัยสมุทรสาคร เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำสั่งห้าม นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ยุติการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรื่องการพยากรณ์เกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์สตอร์มเซิร์จ ซึ่งสร้างความสับสนและตื่นตระหนกแก่ประชาชน
คำฟ้องดังกล่าว ระบุว่า นายสมิทธ ออกมาให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน 2551 กว่า 10 ครั้งว่าจะเกิด สตอร์มเซิร์จ ที่น้ำทะเลจะยกตัวสูงท่วมในเขตพื้นที่ จ.สมุทรปราการ กทม. และ จ.สมุทรสาคร ภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน และในเดือนถัดไป สร้างความตื่นตระหนกและกังวลของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างรุนแรง เพราะเกรงว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเหมือนกับพายุนาร์กีส พัดถล่มในประเทศพม่าที่ผ่านมา ขณะที่หน่วยงานราชการ เช่น ดร.วัฒนา กันบัว ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาทางทะเล ออกมาให้สัมภาษณ์ แต่กลับมีข้อมูลไม่ตรงกันกับนายสมิทธ ว่าโอกาสจะเกิดสตอร์มเซิร์จ มีแค่ 2 เปอร์เซ็นต์
คำฟ้องระบุด้ยว่า ผู้ฟ้องในฐานะกรรมการบริหารแผนป้องกันอุทกภัยสมุทรสาครที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ได้ทราบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาเอง แจ้งว่ามีโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเรื่องดังกล่าววันละกว่า 300 ครั้ง แม้แต่ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาครก็ได้รับการสอบถามจากอาจารย์โรงเรียนต่างๆ ด้วย
ระบุสร้างความแตกตื่น
ผู้ฟ้อง ก็มีบ้านพักอยู่ที่ ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งติดปากอ่าวไทย และได้รับผลกระทบจากการให้สัมภาษณ์ของนายสมิทธ ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2551 เพื่อ เรียกร้องให้ นายสมิทธ ยุติการให้สัมภาษณ์การเกิด สตอร์มเซิร์จ เพราะเห็นว่า ได้สร้างความโกลาหลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ติดชายทะเลต้องแตกตื่น ซึ่งบางพื้นที่พบว่าประชาชนย้ายออกจากบ้านและมีการปิดโรงเรียน นักเรียนขาดเรียน เพราะข่าวลือจากการให้สัมภาษณ์ว่าจะเกิดสตอร์มเซิร์จดังกล่าว ขณะที่นักธุรกิจก็ประสบปัญหาไม่สามารถขายที่ดินและบ้าน ส่วนโรงงานใน ต.ท่าฉลอม ที่ใช้แรงงานพม่าอย่างถูกกฎหมาย ก็ได้รับผลกระทบ ชาวพม่าเดินทางกลับประเทศเพราะเกรงกลัวว่าจะเกิดเหตุเช่นเดียวกับพายุนาร์กีสในพม่า แต่นายสมิทธกลับไม่ฟังและยังให้สัมภาษณ์พาดพิงผู้ฟ้องว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งต้องสูญเสียผลประโยชน์ไป นอกจากนี้นายสมิทธยังได้ท้าทายนักวิชาการว่าหากใครสามารถยืนยันได้ว่าไม่เกิดสตอร์มเซิร์จ ก็จะยอมยุติการให้สัมภาษณ์
ดังนั้น ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องยุติการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน กรณีการเกิด สตอร์มเซิร์จ ในทันที โดยให้ผู้ถูกฟ้องในฐานะประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ดำเนินการอย่างอื่นแทน เช่น ร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ และตำบลที่เสี่ยงภัย จัดประชุมเชิงวิชาการให้รู้ข้อมูลจริง และการปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อความเข้าใจชัดเจนทั่วถึงไม่สับสน
ศาลปกครองรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1486/2551 เพื่อพิจารณาต่อไปว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลและจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องหรือไม่
สมิทธ น้อยใจเลิกเตือนภัย
นายสมิทธ กล่าวภายหลังทราบว่าโดนฟ้องว่า การเตือนภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนไทยเป็นหน้าที่ และข้อมูลที่เตือนภัยไม่ได้ทำให้ใครตกใจ แต่คนที่มาฟังบรรยายการเตือนภัยจะขอบคุณเสียอีกที่มาช่วยเตือนให้ระวังภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไปจะหยุดเตือนภัยแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นให้คนที่ออกมาต่อต้านรับผิดชอบความต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติ
"ผมไม่รู้ทำอย่างไร มันเป็นหน้าที่ของผม คราวที่ผมไปบรรยายที่ปากน้ำ ไม่เคยทำให้ใครตกใจ มีคนมาฟังจำนวนมาก และรู้สึกขอบคุณผมที่มาเตือนภัยให้ แต่ต่อนี้ไปผมหยุดแล้ว รู้สึกเสียใจ เหมือนทำคุณบูชาโทษ เวลาเตือนภัยอะไรก็โดนด่า เหมือนกับตอนที่เตือนภัยสึนามิครั้งที่แล้ว ตอนนี้ผมเลิกแล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นในช่วง 1-2 เดือนนี้ ให้เขารับผิดชอบไป" นายสมิทธกล่าว
นายสมิทธ กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวไม่รู้จักกับ นายสนธิญา สวัสดี จึงไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัด อาจจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มีทำเลอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเกิดสตอร์ม เสิร์จ ร้องเรียนเขาให้ดำเนินการในเรื่องนี้ก็เป็นไปได้
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
