อนงค์วรรณ ยืนยันข้อมูล 3เขื่อนใหญ่น้ำล้นเป็นข้อเท็จจริงระบุเตือนประชาชน เป็นหน้าที่กระทรวงทรัพยากรฯเผยมีอีก 9 เขื่อนวิฤติน้ำล้นเช่นกันเตือนน้ำล้นเขื่อน
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.กระ ทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารทส. เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมว่า ทางทส.ยังยืนยันว่าไม่ได้มีการขัดแย้ง กับกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กรณีที่ให้ข่าวเรื่อง 3 เขื่อนขนาดใหญ่คือเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และเขื่อนประแสร์ จ.ระยอง มีปัญหาระดับน้ำวิกฤติเกิน 80% เพราะเป็นข้อมูลจริงที่กรมทรัพยากรน้ำ ได้สรุปและวิเคราะห์จากข้อมูล ของกรมชลประทาน และปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
สถานการณ์ล่าสุดบางเขื่อนระดับน้ำมีถึง 90% ด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของทส.ที่ต้องเตือน เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานปฏิบัติเฝ้าระวัง ไม่ได้สร้างความแตกตื่น ส่วนการพร่องน้ำออกในแต่ละเขื่อนทางกรมชลประทานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต คงจะมีแนวทางระบายน้ำออกเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อน
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือยัง นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า ได้พูดคุยกันแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ก็ ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างหน่วยงานต้องมีการบูรณาการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งน้ำที่มีมากในหลายอ่าง และจะไม่ใช่แค่ 3 เขื่อนขนาดใหญ่แต่มีอีกกว่า 9แห่ง
"ความจริงแล้ว เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในขั้นที่ต้องเฝ้าระวัง มีถึง 9 แห่งด้วยกัน ไม่ใช่ 3 แห่ง ที่เพิ่มขึ้นมาคือ เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และนครพนม 85% เขื่อนลำพระเพลิง 86% เขื่อนดอกกราย จ.ชลบุรี 92% เขื่อนคลองใหญ่ จ.ระยอง 88% เขื่อนประแสร์ 90% และเขื่อนขุนด่านปราการชล 89% ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขที่ ศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทานทำงานร่วมกัน และรับรู้ปรากฏการณ์นี้ด้วยกันมาตลอดนางอนงค์วรรณ กล่าว
ส่วนนายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแต่ละวัน และต้องดูหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำฝน ซึ่งในปีนี้ภาคตะวันออกฉียงเหนือและภาคตะวันออกมี ปริมาณน้ำฝนมากกว่าทุกภาค จึงต้องเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ดี ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญๆ เช่นแม่น้ำโขง และแม่น้ำเจ้าพระยาขณะนี้ยังต่ำกว่าระดับวิกฤตมาก ส่วนเรื่องน้ำทะเลหนุน ก็ยังอยู่ในระดับที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำในภาคกลางแต่อย่างใด ซึ่งจากการประเมินแล้วการดูแลระดับน้ำท่วมปีนี้ ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้โดยเฉพาะในเดือนกันยายนนี้คงไม่มีปัญหาใด
ส่วนในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่เกิดน้ำท่วมนั้น เกิดขึ้นจากลักษณะน้ำท่วมขังในพื้นที่ เพราะเมื่อดูจากน้ำในนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แล้วยังสามารถรองรับน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตามยังห่วงพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากขณะนี้ระดับน้ำในเขื่อนสิริกิตติ์ ค่อนข้างมากและบริเวณดังกล่าววมักจะเกิดน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้กำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
