จากกรณีจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นครั้งแรกในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับวงการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากจะทำให้บุคลากรที่ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอาจมีโอกาสถูกฟ้องร้องเพิ่มขึ้นได้ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ สช. พร้อมด้วย นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ที่ปรึกษา สช. และนายไพศาล ลิ้มสถิต นักวิชาการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแถลงข่าว ย"พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคย โดย นพ.อำพล กล่าวว่า เจตนาในการออกกฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคมักขาดความรู้ในสินค้าและบริการ ขาดอำนาจต่อรอง และเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อข้อพิพาท และให้มีระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิผู้บริโภค โดยผู้เสียจะได้รับการแก้ไขเยียวยาด้วยความรวดเร็ว อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาให้ความสำคัญต่อสินค้าและบริการมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งได้ส่งผลกระทบตามมา อาจทำให้สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ส่งผลให้สังคมขาดความไว้วางใจมากขึ้นนพ.อำพลย กล่าวอีกว่าย นอกจากนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังสร้างความกังวลสำหรับบุคลากรในวงการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีโอกาสตกเป็นผู้ถูกฟ้องร้อง เพราะกฎหมายนี้ระบุว่า ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองจากการบริโภคสินค้า และบริการย ซึ่งในส่วนของบริการด้านการแพทย์อาจต้องพิจารณาตามความหมายของคำว่า ย"บริการย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ที่ระบุว่า การรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใดๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินจะต้องเข้าข่าย พ.ร.บ.นี้ทั้งหมด
ย" หากผู้บริโภคได้รับบริการใดๆ รวมทั้งการแพทย์และสาธารณสุข ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องคดีแพ่ง เพื่อเรียกค่าชดเชยตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริการทางคลินิก ร้านขายยา โรงพยาบาลเอกชน หรือการบริการของรัฐที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง อย่างคลินิกนอกเวลา ส่วนกรณีที่บริการสาธารณะที่ให้บริการประชาชนโดยไม่เก็บค่าบริการ เช่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ไม่น่าเข้าข่ายระบบนี้ แต่กรณีโรงพยาบาลทั้งของรัฐหรือเอกชน ที่ให้บริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการข้าราชการ หรือประกันสังคม ยังไม่มีความชัดเจน แต่เบื้องต้นการจัดบริการสาธารณะโดยได้รับเงินจากรัฐ ซึ่งประชาชนไม่ได้จ่ายก็ไม่น่าจะใช้สิทธิตามระบบนี้ได้ย นพ.อำพล กล่าว และว่า แต่หากเกิดกรณีใดที่ไม่มีความชัดเจน ตามกฎหมายจะให้ประโนศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับกรณีครอบครัว ย"อินาวังย อุ้มศพ ด.ช.ทวินันท์ อินาวัง หรือ น้องโฟร์โมสต์ บุตรชายวัย 1 ปี 8 เดือน ประท้วงแพทย์ประจำคลินิกเปรมประชาการแพทย์ ย่านดอนเมือง ที่เชื่อว่าวินิจฉัยอาการของบุตรชายผิดพลาด และไม่ยอมทำหนังสือส่งตัวไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะเข้าข่ายฟ้องร้องระบบนี้หรือไม่ย นพ.อำพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจน เพราะการรับบริการไม่ได้ของผู้บริโภคไม่ได้จ่ายค่าตอบแทน แต่เป็นสิทธิที่หน่วยงานรัฐมอบให้ ซึ่งหากจะดำเนินการฟ้องร้องโดยอิงกฎหมายฉบับนี้จะต้องให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
นอกจากนี้ย นพ.อำพล ยังกล่าวว่าย ไม่อยากให้แพทย์ต้องกังวลในตัวกฎหมายนี้ เพราะ แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้า พ.ศ. 2539 ที่ห้ามฟ้องที่ตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้ฟ้องไปยังหน่วยงานที่สังกัดอยู่แทน และการกระทำเป็นไปโดยประมาทเลินล่อก็ไม่ต้องรับผิด แต่ให้หน่วยงานทำการเยียวยาให้กับผู้เสียหายย อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐต่างเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภายหลังกฎหมายนี้บังคับใช้แล้ว ส่วนที่ทาง ส.ส.มีการลงรายชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายโดยไม่ครอบคลุมบริการทางการแพทย์นั้น ถือเป็นเพียงข้อเสนอหนึ่ง แต่ต้องมีการดูเนื้อหากฎหมายให้รอบด้านก่อน
ย"ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่า เมื่อกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคบังคับใช้แล้ว จะมีจำนวนคดีการฟ้องร้องแพทย์เพิ่มมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามดูอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผล เพราะทำให้ขั้นตอนการฟ้องง่ายขึ้น สามารถฟ้องด้วยวาจาย ทาง สช.จะจัดการประชุม โดยเชิญศาล นักกฎหมาย ตัวแทนฝ่ายวิชาชีพแพทย์ พยาบาล ตัวแทนหน่วยงานบริการสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวแทนผู้ประกอบการคลินิกร้านขายยา องค์กรระบบสุขภาพ และผู้บริโภค เข้าร่วม เพื่อหารือถึงการผลจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ และหารือถึงความคลุมเครือต่างๆ โดยเฉพาะทางการแพทย์ย ย ในวันที่ 17 กันยายนนี้ ย เลขาธิการ สช. กล่าว
ด้าน นพ.วิทูรย์ย ย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องการพิจารณาเพื่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคไม่เสียเปรียบ ไม่ได้เน้นที่การฟ้องร้อง เนื่องจากมีปัจจุบันคดีที่อยู่ในศาลแพ่งร้อยละ 60-70 ล้วนแต่เป็นคดีผู้บริโภคทั้งสิ้นย อย่างไรก็ตาม ยัง ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายนี้มานานแล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงด้านบริการทางการแพทย์ด้วย ซึ่งกฎหมายนี้จะทำให้การฟ้องง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ฟ้องที่ตัวหมอ หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หน่วยงานรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะส่งผลบวกทำให้หน่วยงานเหล่านี้เกิดความตื่นตัว กระตือรือร้นและปรับปรุงคุณภาพการบริการให้ดียิ่งขึ้น
ข้อมูลจาก มติชน
