แสนสิริ งัดแผนปรับลดค่าใช้จ่ายทั้งเครือลง 10% หวังตรึงราคาบ้าน-ดันมาร์จิ้น เศรษฐาทวีสิน ปลื้มปี 50 กวาดยอดขาย 2 หมื่นล้านบาท รับรู้รายได้กว่า 1.35 หมื่นล้านบาท เดินเกมสานฝันขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งวงการอสังหาฯ ผุด 15 โปรเจ็กต์ พร้อมขยายฐานเจาะตลาดทาวน์เฮาส์ 2 ล้านต้นๆนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบจากราคาน้ำมันทำให้บริษัทมีภาระต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น กลยุทธ์หลักในปีนี้จึงตั้งเป้าหมายจะลดค่าใช้จ่ายภายในบริษัท และบริษัทในเครือลงอย่างน้อย 10% เพื่อสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น และตรึงราคาขายบ้านในระดับเท่าเดิมเอาไว้ให้นานที่สุด แม้ต้นทุนโดยรวมของที่อยู่อาศัยทุกประเภทจะปรับขึ้นแล้ว 5% ขณะเดียวกันจะคงอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 30%
สำหรับผลการดำเนินในปี 2550 ของบริษัทและบริษัทในเครือ มียอดขายรวม 4,300 ยูนิต รวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ 13,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2549 เป็นรองเพียงบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในจำนวนนี้เป็นยอดขายคอนโดมิเนียม 10,500 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้กว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ได้ภายในปีนี้กว่า 12,000 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้ใน 2-3 ปีข้างหน้า
ในปี 2551 กลุ่มบริษัทแสนสิริมีแผนจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ อย่างน้อย 15 โครงการ มูลค่าการขายประมาณ 15,300 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ 6 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,800 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 4 โครงการ มูลค่า 3,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 20,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้กว่า 17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20-25% โดยมีแผนขยายตลาดสู่ตลาดทาวน์เฮาส์ราคา 2 ล้านบาทต้นๆ ด้วย จากเดิมทำตลาดอยู่ที่ 2 ล้านบาทปลายๆ
นายเศรษฐากล่าวว่าในส่วนของแผนเพิ่มทุนคงต้องรอให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกดีขึ้นกว่านี้ เนื่องจากเม็ดเงินที่ต้องใช้ในการเพิ่มทุนมูลค่ากว่า 14,300 ล้านบาท ซึ่งต้องระดมจากนักลงทุนต่างชาติ ช่วงนี้คงทำได้ยาก ผลพวงจากวิกฤตซับไพรม ประกอบกับหุ้นมีราคาพาร์ที่ 4.28 บาท ขณะที่ราคาตลาดเพียงแค่ 3.50-3.60 บาท คงลำบากที่จะสามารถเพิ่มทุนได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุน เพราะยังมีเงินสดในมือกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอในการขยายโครงการใหม่ๆ
นอกจากนี้บริษัทยังมีกำไรจากการขายหุ้นบริษัท สิริ ภูเก็ต จำกัด ที่ถืออยู่ 5.1 หมื่นหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็น 51% ของจำนวนหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมด และสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินให้กู้ยืมแก่บริษัท สิริ ภูเก็ต จำกัด 143.56 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท เคเอ็นพี อินเวสเม้นท์ พีทีอี แอลทีดี (KNP) รวม 235.14 ล้านบาท โดยขายภายใต้ข้อกำหนดในข้อตกลงให้สิทธการขายหุ้น (option agreement) ซึ่งได้มีการตกลงไว้ตั้งแต่แรกที่แสนสิริ และ KNP ได้ตกลงร่วมทุนกัน
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
