แม้การแถลงผลประกอบการปี 2550 ที่ผ่านมาขององค์กรมหาชนยักษ์ใหญ่อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจไม่แตกต่างไปจากที่คาดการณ์กันไว้ว่ายอดขายโดยรวมน่าจะเติบโตขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะตัวเลขยอดขายรวมปีนี้อยู่ที่ 267,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% มีกำไรสุทธิ 30,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%แต่ในแง่กำไรสุทธิ หากไม่นับรวมกำไรจากรายการพิเศษในการขายเงินลงทุนในบริษัท อะโรเมติกส์ และ เหล็กสยามยามาโตะ 4,500 ล้านบาท จะทำให้กำไรสุทธิลดลง 14%
ตัวเลขผลกำไรสุทธิที่ลดลงดังกล่าว เสมือนภาพสะท้อนว่าการจัดการกับปัญหาต้นทุน พลังงาน-ค่าขนส่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ที่ผ่านมาปูนซิเมนต์ไทยได้พัฒนาเรื่องการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง
พิจารณาจากงบการเงินทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจหลักของ SCG พบว่าธุรกิจ เคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการดีที่สุดในแง่การขาย มียอดขายรวม 1.3 แสนล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้น 6% เป็นผลมาจากราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่มีกำไรสุทธิ (ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ) ลดลง 22% ผลกระทบมาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาวัตถุดิบ (naphtha) ปรับสูงขึ้น การแข็งค่าของเงินบาท ผลประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมลงทุนลดลง ฯลฯ
ธุรกิจ กระดาษ มียอดขายรวมกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% แต่มีกำไรสุทธิ (ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ) ลดลง 34% เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบ พลังงานเพิ่มขึ้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเครื่องจักร ธุรกิจ จัดจำหน่าย มียอดขายรวม 8.6 หมื่นล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้น 6% มีกำไรสุทธิลดลง 7%
ส่วนธุรกิจ ซีเมนต์ และ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีผลประกอบการไม่ค่อยดีนัก โดยซีเมนต์มียอดขายรวม 4.4 หมื่นล้านบาทเศษ ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่มีกำไรสุทธิลดลง 18% เนื่องจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ยอดขายในประเทศลดลง และการส่งออกมีกำไรลดลง ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมียอดขายรวม 2.1 หมื่นล้านบาทเศษ ลดลงเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิลดลง 50% จาก 1,939 ล้านบาทในปี 2549 เป็น 950 ล้านบาทในปี 2550 ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะธุรกิจซีเมนต์ที่ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องพิจารณาลดกำลังผลิตปูนซีเมนต์ลง หากสถานการณ์ตลาดทั้งในประเทศและส่งออก ยังไม่ดีขึ้น แม้บริษัทได้วางเป้ารักษายอดขายปูนซีเมนต์ประมาณ 14 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน
แล้วทำไมซีอีโอ SCG จึงคิดเช่นนั้น
อาจเป็นเพราะแนวโน้มธุรกิจปูนซีเมนต์ในปี 2551 ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน หลังจากปีที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนซีเมนต์หดตัวลงประมาณ 5% กล่าวคือ 1)แม้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ แต่กว่าจะส่งผลชัดเจนต่อปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์คงเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2)ประเทศอเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกน่าจะมีความต้องการใช้ปูนลดลงจากปัญหาซับไพรม ทำให้ต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน และ 3)ปัจจัยที่ยังไม่นิ่ง คือผลกระทบจากปัญหาซับไพรมจะขยายวงไปยังประเทศในแถบยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกด้วยหรือไม่
แต่ปัจจัยลบที่น่าเป็นห่วงอีกตัวคือ ต้นทุน ค่าขนส่ง โดยเฉพาะค่าระวางเรือขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีผลให้การส่งออกปูนซีเมนต์ในปัจจุบันแทบไม่เหลือกำไร โดยเฉพาะประเทศที่มีระยะทางไกลๆ อาจถึงกับขาดทุน จึงต้องเร่งหาตลาดในแถบ อาเซียน มาทดแทน
อย่างไรก็ตาม ซีอีโอของ SCG ยืนยันว่า แม้สถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศจะไม่เอื้ออำนวย โดยคาดว่า 2 ไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจคงทรงๆ ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในปีนี้ ที่เตรียมงบฯไว้กว่า 4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าประมาณการอัตราเติบโตของรายได้ 10% พร้อมๆ กับความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งอัดฉีดงบประมาณโดยเร็ว และลุ้นว่าจะใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ! แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
