สัมภาษณ์นานพอสมควรที่ จันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร (ลูกค้าสัมพันธ์) ของ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง ห่างหายจากการพบปะสื่อมวลชนเพื่อให้แง่คิด มุมมองเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจ ปูนซีเมนต์ ในฐานะผู้บริหารที่ผ่านประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมนี้มากว่าครึ่งชีวิต
หลังจากช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปูนซีเมนต์นครหลวงได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลดขนาดกำลังผลิต โดยปิดเตาเผาจำนวน 2 เตาในโรงงานที่ 1 ที่เปิดใช้มากว่า 30 ปี จัดทำโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ตามด้วยการประกาศ ปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์อีกตันละ 200 บาท ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าภาพรวมธุรกิจ ปูนซีเมนต์กำลังเกิดอะไรขึ้น
ล่าสุด จันทนา ได้วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดปูนซีเมนต์และเศรษฐกิจปี 2550 รวมทั้ง คาดการณ์แนวโน้มในปี 2551 ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยเธอเข้ามาร่วมงานกับปูนอินทรีตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นมือบริหารหญิงที่รู้เรื่องธุรกิจปูนซีเมนต์ไม่แพ้ใคร เพราะเส้นทางการทำงานของเธอในฐานะมือปืนรับจ้าง ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้ง และเป็นคนที่มีจิตวิญญาณต่องานที่รับผิดชอบสูง ทำงานเฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมงต่อเนื่องมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ปี 2550 เป็นปีที่อยากให้มันผ่านพ้นไปเร็วๆ คิดว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนกัน เพราะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี40 เราจำใจรับสภาพเหมือนอีกหลายประเทศ แต่วันนี้ทุกประเทศ growth กันหมด ขณะที่เราถอยหลังเข้าคลอง จันทนา Spoke Person ของปูนอินทรีเปิดประเด็นแบบเผ็ดร้อน
เธอฉายภาพธุรกิจปูนซีเมนต์ในปี 2550 ต่อทันทีว่า จากข้อมูลที่รวมรวบจากสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าในปี 2550 ความต้องการใช้ปูนในประเทศโดยรวมน่าจะลดลง 4% จาก 29.2 ล้านตัน เหลือ 28 ล้านตัน แต่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 19 % จาก 14.7 ล้านตัน เป็น 17.5 ล้านตัน
โดยผู้ผลิตทุกรายมีกำลังผลิตสูงสุดรวมกัน 56.3 ล้านตันต่อปี แยกเป็น ปูนซิเมนต์ไทย 23.2 ล้านตัน ปูนซีเมนต์นครหลวง 14.8 ล้านตัน ซึ่งยังไม่ได้หักลบกำลังผลิตที่ลดลงจากการปิดโรงงาน 1 อีก 1.9 ล้านตัน
ทีพีไอ 9 ล้านตัน เอเซีย-ชลประทานซีเมนต์ 7.4 ล้านตัน ซีเมกซ์ 8 แสนตัน สามัคคีซีเมนต์ 1 แสนตัน ภูมิใจไทยซีเมนต์ 9 แสนตัน เท่ากับว่ามีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่อีก 10.8 ล้านตัน เป็นเหตุผลว่าทำไมการส่งออกปีนี้จึงเพิ่มขึ้น
สำหรับปี 2550 ปูนซีเมนต์นครหลวง
คาดหวังส่วนแบ่งตลาดที่ 27% หรือประมาณการว่าจะมียอดขาย 13.7 ล้านตัน แยกเป็นการขายในประเทศซึ่งเป็นปูนซีเมนต์ผงทั้งหมด จำนวน 7.6 ล้านตัน ลดลง 4% และส่งออกซึ่งมีทั้งปูนซีเมนต์ผงและปูนซีเมนต์เม็ด จำนวน 6.1
ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปประเทศเวียดนามมากที่สุด ประมาณ 2.5 ล้านตัน
ในเวียดนาม มีโฮลซิมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของเราเข้าไปตั้งโรงงานปูนซีเมนต์มากว่า 10 ปี แต่ผลิตไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ เพราะเศรษฐกิจเขาเติบโตสูงมาก เฉพาะเวียดนามเรา ส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35%
สำหรับภาวะตลาดปูนที่หดตัวลงสอดคล้องภาพรวมเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซาจากปัญหาหลายประการ เฉพาะช่วง 8 เดือนแรกของปี 2550 มีสถิติจดทะเบียนบ้านใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมาณลดลง 12% จาก 7.1 หมื่นหน่วยเศษ เหลือ 4.6 หมื่นหน่วยเศษ ภาครัฐไม่มีการลงทุนโครงการอินฟราสตรักเจอร์ใหม่ๆ และบางโครงการ อาทิ แอร์พอร์ตเรลลิงก์เบิกจ่ายงบประมาณได้ล่าช้า ทำให้ผู้ผลิตปูนต้องกินบุญเก่าไปก่อน
ปัญหาเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ที่กว่า 33 บาท ต่อดอลลาร์ ส่วนค่าเอฟทีที่ใช้ในการคิดค่าไฟฟ้าปรับลดลงบ้าง จาก 85.44 ในช่วงกลางปี 2549 ปัจจุบันอยู่ที่ 68.42 และราคาน้ำมันปรับขึ้นมาแล้ว 98% นับจากปี 2548
ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงานในปี 2550 ปรับสูงขึ้นอย่างมาก เฉพาะ ถ่านหิน ที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียปรับขึ้นราคาจากปีก่อน 30% แต่ยังต่ำกว่า ค่าเฟรต (ค่าระวางเรือ) ที่ปรับขึ้นจากปีก่อนถึง 70% เป็นราคาสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนการขนส่งในประเทศบริษัท ปรับเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวีช่วยลดต้นทุนไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาคือหาปั๊มเติมยากจึงไม่สามารถวิ่งระยะทางไกลได้
ส่วนการขยายความถึงการตัดสินใจปิดโรงงานเพื่อปรับลดขนาดกำลังผลิตก่อนหน้านี้ จันทนา อธิบายว่า เพื่อให้ผลประกอบการในแง่การทำกำไรต่อหน่วยดีขึ้น ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นจากผลประกอบการในปี 2551
เนื่องจากโรงงาน 1 เป็นโรงงานเก่าแก่มีอายุเกือบ 40 ปี จึงมีต้นทุนการผลิตสูง ประกอบกับเป็นโรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่คุ้มทุน บางช่วงไม่มีกำไรหรือถึงขั้นขาดทุน เนื่องจาก 72% ของต้นทุนการผลิตปูนคือ
พลังงาน การปิดโรงงานครั้งนี้ส่งผลให้บริษัทมีกำลังผลิตเมื่อคิดจากการผลิตปูนซีเมนต์แบบเม็ด ลดลง 1.9 ล้านตัน เหลือ 12.9 ล้านตันต่อปี
ที่ผ่านมามีคำถามว่าเราปิดโรงงานเพราะบริษัทจะเจ๊งแล้วหรือ จริงๆ คือปิดเตาเพื่อจะได้ ไม่ต้องส่งออกปูน ซึ่งไม่คุ้มต้นทุน ส่วนการ เออร์ลี่รีไทร์พนักงานก็มาจากความสมัครใจ และเป็นพนักงานโดยรวมทั้งหมด การจ่ายค่าตอบแทนก็ถือว่าสูงในระดับน่าพอใจ
สำหรับปี 2551 คาดว่าภาพรวมการส่งออกปูนจะลดลง 20% จาก 17.5 ล้านตัน เหลือ 14 ล้านตัน ซึ่งมาจากบริษัทลดปริมาณส่งออกปูนลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ จะเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้ปูนสูง โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือการเพิ่มขึ้นของค่าเฟรต ส่วนอเมริกาคาดว่าจะไม่มีการนำเข้าปูนเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวอันเป็นผลมาจากปัญหาซับไพรม
ปี51 ทุกคนยังต้องส่งออกอยู่ เพราะคาดว่าความต้องการใช้ปูนในประเทศน่าจะทรงตัวที่ 28 ล้านตัน หลักๆ คือมาจากโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ดังนั้นคอนกรีตผสมเสร็จ ปูนมอร์ตาร์ จะขายดี ส่วนเมกะโปรเจ็กต์กว่าจะมีผลต่อการ ใช้ปูนคงต้องเป็นปี52
กับคำถามว่า...ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ
ปี 2551 ภาคธุรกิจจะอยู่อย่างไร จันทนา สะท้อนว่า สำหรับภาคธุรกิจเตรียมตัวกันมาระยะหนึ่งแล้ว และส่วนใหญ่พอจะรู้ว่าปี 2551 จะเป็นอย่างไร ขออย่างเดียวอย่ามีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร
เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยหยุดพักมานานแล้ว ถึงเวลาต้องก้าวไปข้างหน้า การหยุดไม่ได้หมายความว่าอยู่กับที่ แต่หมายถึงเศรษฐกิจกำลังถอยหลัง เพราะประเทศอื่นก้าวไปข้างหน้าหมด
ยิ่งปี 2551 เศรษฐกิจโลกเป็นขาลง อเมริกาก็เป็นขาลง ประเทศไทยต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำคือเรื่องปากท้องประชาชน วิธีกระตุ้นไม่ใช่แค่การสร้างอินฟราสตรักเจอร์เท่านั้น อาจจะลดดอกเบี้ย ลดหย่อนภาษี เหมือนปี40
ภาครัฐอาจมีรายได้จากการเก็บภาษีลดลง แต่ทุกอย่างต้องมีจุดบาลานซ์
หน้า 8
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
