อสังหาฯกางแผนลงทุนวัดดวงเศรษฐกิจ-การเมืองปีหนูไฟ รายใหญ่-รายเล็กฮึดสู้พร้อมหน้า แต่ตั้งการ์ดสูงลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบ บ้านระดับกลาง ซิตี้ คอนโดฯ ยังยอดฮิต ระดับบิ๊กชูแบรนด์หัวหอกเจาะกำลังซื้อเรียลดีมานด์ ชี้กำลังซื้อยังชะลอซ้ำรอยปี50 แนะดีเวลอปเปอร์พลิกกลยุทธ์รับมือให้ทันสถานการณ์เปิดศักราชใหม่ปีหนู 2551 แม้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยจะยังมีปัจจัยลบหลายด้านรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัว น้ำมันแพง ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่มีเสถียรภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ที่เวลานี้ยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่
แต่องค์กรธุรกิจไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องตัดสินใจลงทุนตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที
ผู้สื่อข่าว ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า จากการสำรวจแผนลงทุนของบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่และรายกลางที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทนอกตลาดพบว่า แม้หลายบริษัทยังเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน แต่ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นชัดเจนคือ เน้นลงทุนแบบระมัด ระวังมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่อาจจะเกิดขึ้น
อย่าง บมจ.ศุภาลัย มีแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2551 ประมาณ 10 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 6 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 4 โครงการ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาท
โดยโครงการแนวสูงจะเน้นพัฒนาสินค้า จับกลุ่มตลาดระดับกลาง-บน ภายใต้แบรนด์ ศุภาลัย พรีเมียร์ ศุภาลัย เพลส และศุภาลัย ซิตี้ โฮม ส่วนระดับกลาง-ล่าง จะมีแบรนด์ คาซาริ ว่าเป็นตัวทำตลาด สาเหตุที่ศุภาลัยเน้นตลาดระดับกลาง-ล่าง เป็นเพราะเห็นว่ากำลังซื้อในปีนี้มีไม่สูงนัก
จึงต้องเลือกพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับดีมานด์ที่มีอยู่ในตลาดมากที่สุด ส่วนแผนซื้อที่ดินปีนี้ตั้งงบประมาณไว้ระดับ 2,500-3,000 ล้านบาท
บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เจ้าตลาด คอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง มีแผนเปิดตัวซิตี้ คอนโดฯ แบรนด์ลุมพินีคอนโดทาวน์ 8 โครงการ คิดเป็นจำนวนยูนิตรวม 8,000 ยูนิต หลังจากประสบความสำเร็จด้านการขายจากการเปิดตัว แบรนด์ดังกล่าวย่านบดินทร์เดชา-รามคำแหง นอกจากนี้จะส่งคอนโดฯภายใต้แบรนด์ระดับบีบวกบุกตลาดอีก 4-5 โครงการ จำนวนยูนิตประมาณ 10,000 ยูนิต มูลค่าการขายกว่า 11,000 ล้านบาท
โดยปีนี้ แอล.พี.เอ็น.ฯจะให้คอนโดฯแบรนด์ ลุมพินีคอนโดทาวน์ เป็นหัวหอกในการเจาะตลาด เนื่องจากมองว่าเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกับ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ที่กางแผนลงทุนต่อยอดเพื่อขยายฐานลูกค้า ทั้งโครงการแนวราบแนวสูง พร้อมๆ กับทุ่มงบฯสร้างแบรนด์หลายแบรนด์ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา อย่างแบรนด์ไอวี่, เดอะ ซีด, เดอะ แพลนท์, เดอะ ทรี ฯลฯ นอกเหนือจากแบรนด์เดิม คือ บ้านพฤกษา, พฤกษา วิลล์, พฤกษา วิลเลจ เป็นต้น
บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นอีกค่ายที่ประกาศขึ้นโครงการใหม่ต่อเนื่อง สินค้าหลักๆ ในปีนี้ได้แก่ โครงการทาวน์เฮาส์หรูแบรนด์ บ้านกลางเมือง บ้านเดี่ยวแบรนด์ บ้านกลางกรุง นอกจากนี้ยังมีคอนโดฯแบรนด์ ไลฟ์ และ ดิ แอดเดรส โดยจะลงทุนโครงการใหม่อย่างน้อย 8 โครงการ มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยโครงการบางส่วนจะร่วมทุนกับพันธมิตรกลุ่มแปซิฟิค สตาร์ ดำเนินการ
บจ.กานดา พร็อพเพอร์ตี้ เจ้าถิ่นโซนพระราม 2 เล็งการลงทุนใหม่ 4 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการขยายเฟสใหม่ มูลค่าลงทุนรวม 2,200 ล้านบาท นอกจากนี้มีแผนจะขยายฐานการลงทุนไปยังทำเลอื่นๆ
นอกเหนือจากโซนพระราม 2 รูปแบบเป็นทาวน์เฮาส์ระดับราคาปานกลาง โดยจะนำระบบก่อสร้างบ้านสำเร็จรูประบบพรีแฟบมาใช้เป็นหลัก
เป้าหมายก็เพื่อลดต้นทุนค่าก่อสร้าง สร้างความได้เปรียบคู่แข่งขัน
กลุ่มบัวทอง กรุ๊ป ขอรอดูสถานการณ์ทาง การเมือง หากการเมืองมีเสถียรภาพจะเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ มูลค่ารวม 700 ล้านบาท
ด้าน บมจ.ปริญสิริ ที่ช่วงหลังหันมาบุกตลาดซิตี้ คอนโดฯ ภายใต้แบรนด์เดอะ คอมพลีท และเดอะ พัลซ์ ควบคู่ไปกับโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่เจาะตลาดเพิ่มครอบคลุมหลายทำเล ทั้งกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และ
คอนโดฯ เพิ่ม 7-8 โครงการ
ค่ายพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือ บมจ.แสนสิริ จะขึ้นโครงการใหม่ 6 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์ มาย คอนโด 3 โครงการ และทาวน์เฮาส์แบรนด์ ทาวน์ พลัส 3 โครงการ
อย่างไรก็ตาม หากตลาดบ้านฟื้นตัวจากปัจจัยบวกที่อาจจะมีเข้ามา พลัสฯก็พร้อมจะลอนช์โครงการใหม่ๆ ออกมาเพื่อซัพพอร์ตดีมานด์ในตลาดเพิ่มขึ้นอีก
ขณะที่ค่ายวรลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ แม้จะวางแผนผุดโครงการใหม่เพียงแค่ 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 500-1,000 ล้านบาท แต่มีโครงการที่จะร่วมพัฒนากับกลุ่มทุนต่างชาติ ในลักษณะ joint venture ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการลงทุน รูปแบบเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ฯลฯ
หน้า 7
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
