ค่าขนส่งทางเรือพุ่งกดดันธุรกิจปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์นครหลวง แจงตัวเลขค่าเฟรตปีนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% ทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระทบชิ่งต้นทุนพลังาน ค่านำเข้าถ่านหินพุ่งพรวด เร่งทำสัญญาเช่าเรือแบบรายปีลดความเสี่ยง เผยปี51 ตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งตลาด 28% แต่คาดผลกำไรต่อหน่วยดีขึ้นหลังปิดแพลนต์ผลิตปูนบางส่วนนางสาวจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหารลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตปูนอินทรี เปิดเผยว่า
ขณะนี้อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังประสบปัญหาต้นทุนค่าขนส่งและค่าพลังงานที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ได้แก่ 1)ต้นทุนค่าระวางเรือ (ค่าเฟรต) 2)ค่าไฟฟ้า (ค่าเอฟที) 3)ราคาน้ำมัน 4)ราคาถ่านหินที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะค่าเฟรตได้ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่ผ่านมาสูงถึง 70% ปัจจุบันทำสถิติราคาสูงสุด เป็นประวัติการณ์ ปัญหาหลักเกิดจากจำนวนเรือขนส่งไม่เพียงพอ ขณะที่การนำเข้าถ่านหินก็ประสบปัญหามากมาก เพราะสั่งซื้อแล้วไม่มีเรือขนส่ง
อัตราค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นถือว่ากระทบต่อต้นทุนการผลิตปูนโดยตรง แม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทใช้วิธี ทำสัญญาเช่าเรือแบบรายปีเพื่อลดความเสี่ยง เพราะโดยเฉลี่ยในการผลิตปูนซีเมนต์เฉพาะเรื่องพลังงานคิดเป็นสัดส่วน 72% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
ค่าเฟรตยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคานำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียในปีนี้ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งที่ปริมาณถ่านหินไม่ได้ขาดแคลน และราคาซื้อขายในตลาดก็ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยค่าเฟรตเรือขนส่งสินค้าจากประเทศอินโดนีเซียมาถึงไทยเฉพาะในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 18-20 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 27-32 ดอลลาร์ต่อตัน
และจากการประเมินแนวโน้มค่าเฟรตของนักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่ต่างมองว่าน่าจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2553 ดังนั้นการส่งออกปูนซีเมนต์ในอนาคตคงต้องเน้นประเทศใกล้เคียงเป็นหลัก ส่วนค่าเอฟทีแม้ว่าจะปรับตัวลดลง และคาดการว่าหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศอาจตรึงค่าเอฟทีไว้อีกระยะหนึ่งเพื่อซื้อใจประชาชน แต่เชื่อว่าที่สุดแล้วก็คงต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นางสาวจันทนากล่าวต่อว่า จากปัญหาค่าเฟรตที่ปรับเพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ เป็นเหตุผล ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทตัดสินใจปิดแพลนต์ผลิต ปูนซีเมนต์โรงงานที่ 1 และ 2 ตามที่ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้มีกำลังผลิตลดลง 1.9 ล้านตัน จากเดิมมีกำลังผลิตสูงสุด (คำนวณจากปูนเม็ด) 12.3 ล้านตันต่อปี เหลือ 10.4 ล้านตันต่อปี
เนื่องจากทั้ง 2 โรงงานเปิดใช้มานานถึง 40 ปี การผลิตด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่าจึงไม่คุ้มทุนกับราคาส่งออก ทั้งนี้ ประมาณการว่าในปี 2550 บริษัทอาจมียอดขายติดลบ 4% ใกล้เคียงกับภาพรวมตลาด โดยปี 2549 บริษัทมียอดขายประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามการปิดแพลนต์ ผลิตปูนครั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้ผลประกอบการในปี 2551 ของบริษัทมีผลกำไรต่อหน่วยดีขึ้น โดยบริษัทวางเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดในประเทศเท่าเดิมประมาณ 27-28% หรือประมาณกว่า 7 ล้านตัน แต่ลดปริมาณการส่งออกลงเหลือประมาณ 4 ล้านตัน
เหตุผลที่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศได้เท่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและได้สั่งซื้อปูนจากบริษัทหลายโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางด่วนรามอินทรา ทางด่วนบูรพาวิถี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ส่วนการส่งออกได้ลูกค้าใหม่เป็นโครงการก่อสร้าง Intergrated Resort ในประเทศสิงคโปร์
นางสาวจันทนากล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ค่อนข้างชะลอตัวลง โดยภาคการก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีขยายตัว 1.4% ลดลงเล็กน้อยจากช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี ส่วนปริมาณการจดทะเบียนบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2550 หดตัวลง 12% เหลือประมาณ 4.6 หมื่นหน่วย
ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในปี 2551 คาดว่าความต้องการใช้ปูนในประเทศจะทรงตัวที่ 28 ล้านตัน และการส่งออกคาดว่าจะหดตัวลง 20% จาก 17.5 ล้านตัน เหลือ 14 ล้านตัน ซึ่ง มาจากการลดกำลังการผลิตของบริษัท ประกอบกับปัญหาซับไพรมที่กำลังเป็นวิกฤตอยู่ในประเทศอเมริกาน่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวม กล่าวคือคาดว่าจะทำให้ปริมาณการสั่งซื้อปูนซีเมนต์ลดลง
ภาพรวมเศรษฐกิจมองว่ามีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวก ปัจจัยลบคือ 1)เงินบาทที่คาดว่าจะ แข็งค่าต่อเนื่อง 2)เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น 3)ความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่วนปัจจัยบวก ได้แก่ 1)รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณขาดดุลจำนวน 165 ล้านบาท สูงกว่าปีนี้ 13% 2)ความเชื่อมั่น ของนักลงทุนน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง
3)อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัว และ 4)ค่าเอฟทีมีโอกาสปรับลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาท นางสาวจันทนากล่าว
หน้า 7
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
