ธารารมณ์ มั่นใจปี51 ตลาดแนวราบเริ่มฟื้น บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์จะแย่งแชมป์คอนโดฯที่ซัพพลายทะลักจนส่อแววล้นตลาด ส่งผลโครงการเกิดใหม่ลดลง ปรับแผนเพิ่มพอร์ตบ้านสั่งสร้างเป็น 70 : 30 รับ กม.เอสโครว์ ตั้งเป้ายอดขาย 1.5 พันล้านบาท ส่วนปีนี้เจอมรสุมปัจจัยลบรุม ยอดหดกว่าเป้า 10% เหลือ 1.3 พันล้านบาทนายวสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมจะยังมีต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มลดลงจากก่อนหน้านี้มาก เนื่องจากปีนี้ตลาดได้ดูด ซับดีมานด์ไปแล้วค่อนข้างมาก และคอนโดฯบางทำเลเวลานี้แข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง ในทางกลับกันตลาดแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์จะเริ่มกลับมาได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
เห็นได้ชัดจากสถิติยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง หรือ 5 เดือนจนถึงขณะนี้ ปรากฏว่ามียอดขายที่ดีกว่า 7 เดือนแรก หรือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว
ผมเชื่อว่าปีหน้าตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2549 โดยบ้านสร้างเสร็จจะมีน้อยลง
เพราะผู้ประกอบการหันไปพัฒนาบ้านสั่งสร้างมากขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นการขยายเฟสมากกว่าการเปิดโครงการใหม่ ในส่วนของธารารมณ์ฯจะเริ่มเปลี่ยนแผนการพัฒนาใหม่ โดยจะหันไปเน้นบ้านสั่งสร้างมากขึ้นเป็น 70 : 30 จากเดิมบ้านสั่งสร้างและบ้านสร้างเองอยู่ที่ 30 : 70 นายวสันต์กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความเชื่อมั่นของ
ผู้บริโภคถือว่ายังเปราะบางมาก เห็นได้จากในช่วงที่สถานการณ์เกิดขึ้นจะมีการชะลอการตัดสินใจซื้อทันที ผู้ประกอบการจึงต้องมองให้ออกว่าในแต่ละช่วง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันต้องอ่านสถานการณ์ตลาดให้ชัดเจนด้วย เพราะการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลเหมือนอดีตที่ผ่านมา แต่จะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นเป็นหลักมากกว่า
นายวสันต์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ถือได้ว่ากำลังซื้อในตลาดบ้านอยู่ในภาวะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้อ ทั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือจีดีพีที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4% ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยง
ส่วนผลกระทบด้านบวก คือ การที่ภาครัฐ
ผลักดันกฎหมายเอสโครว์แอ็กเคานต์ออกมาบังคับใช้ เพราะจะทำให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น
จุดนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหันไปทำบ้านสั่งสร้างมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการมีบ้านค้าง สต๊อก จากเดิมที่ต้องสร้างบ้านเสร็จก่อนขายซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก แต่รายกลางและรายเล็กที่อยากจะอยู่รอดจะต้องหาช่องว่างทางการ อย่าไปแข่งขันกับรายใหญ่โดยตรง
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ที่ 1,300 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ 10% ส่วนเป้าหมายรายได้ในปีหน้า ตั้งไว้ที่ 1,500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 15% โดยจะเน้นการขยายเฟสในโครงการเดิม 4 ทำเล ได้แก่ โครงการพาร์คเวย์ ชาเล่ต์ รามคำแหง, โครงการการ์เด้น สวีท ดิ อินดี้ โฮม รามคำแหง โครงการเนเบอร์โฮม วัชรพล และโครงการพรอเมนาด โฮม พระราม 2 ซอย 47
ปัจจุบันทั้ง 4 โครงการมีสินค้าเหลือขายประมาณ 5,000 ล้านบาท สามารถรองรับการขายไปได้อีกกว่า 3 ปี
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
