รายงานโดย รศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูเหมือนว่าคนไทยฝากความหวังอย่างมากกับการเลือกตั้ง ส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เสมือนว่ามีแรงพอต่อสู้กับสภาพผันผวนของเศรษฐกิจไทยและโลก
ดังจะเห็นได้จากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สามปี พ.ศ. 2550 ของบริษัท อสังหาริมทรัพย์มหาชนจำกัดจำนวน 24 บริษัท ที่เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่ารายได้รวมทุกบริษัทสูงถึง 26,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 20,953 ล้านบาท และ 24,381 ล้านบาท ในไตรมาสแรกและสองตามลำดับ
เมื่อรวมรายได้ทั้งสามไตรมาสจะอยู่ที่ 71,502 ล้านบาท ทำให้มีความหวังว่ารายได้รวมทั้งปีน่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ 94,918 ล้านบาท
ด้วยปัญหาบ้านเมืองที่โหมกระหน่ำเป็นปัจจัยภายนอกส่งผลโดยตรงกับทุกบริษัท แต่เมื่อมาตรการที่บริษัทเลือกใช้ต่างกัน จึงส่งผลให้
ผลประกอบการแต่ละบริษัทต่างกัน บริษัทที่สามารถฝ่าวิกฤตและทำรายได้ไตรมาสสามมากว่าสองไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ แลนด์ แอนด์ เฮาส์ หรือ LH มีรายได้ 5,986 ล้านบาท แสนสิริ หรือ SIRI มีรายได้ 3,091 ล้านบาท ทำให้ทั้งสองบริษัทยังคงภาวะผู้นำตลาดอันดับหนึ่งและสองตามลำดับ
สำหรับบริษัทควอลิตี้เฮาส์ (QH) แม้จะมีรายได้รวมลดต่ำลงเล็กน้อยแต่ยังครองอันดับสามไว้ได้ที่ 2,554 ล้านบาท ส่วนบริษัทพฤกษาฯ (PS) มีรายได้ 2,033 ล้านบาท ที่เคยอยู่อันดับสี่ ไตรมาสนี้รายได้ก็ลดลง ทำให้อันดับลดลงไปอยู่ลำดับหก ในขณะที่บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ซึ่งมีรายได้ 2,211 ล้านบาท และบริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ (AP) ต่างทำรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ เพิ่มขึ้นจาก 1,404 ล้านบาท เป็น 2,135 ล้านบาท จึงครองอันดับสี่ และห้าตามลำดับ
เช่นเดียวกับบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) แม้จะทำรายได้เพิ่มขึ้นทั้งในไตรมาสที่สองและสามตามลำดับที่ 1,434 และ 1,827 ล้านบาท แต่ยังคงอยู่ลำดับเจ็ดเท่าเดิม
ลำดับต่อๆ มานั้นคือบริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น (SC) มีรายได้ 936 ล้านบาท บริษัทโนเบิล (NOBLE) มีรายได้ 772 ล้านบาท และบริษัทไรมอนแลนด์ (RAIMON) มีรายได้ 399 ล้านบาท ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นในไตรมาสสามจึงสลับอันดับ
บริษัทศุภาลัย (SPALI) ที่มีรายได้ 1,000
ล้านบาท บริษัท แผ่นดินทองพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวล ลอปเมนท์ (GOLD) มีรายได้ 729 ล้านบาท บริษัท ปริญสิริ (PRIN) มีรายได้ 551 ล้านบาท และบริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) 418 ล้านบาท ที่ทำรายได้ลดลง
หากรวมรายได้ทั้งสามไตรมาสของแต่ละบริษัทลำดับจะใกล้เคียงกับยอดรวมรายได้ทั้งปีที่ผ่านมา จะเป็นช่วงเวลาที่แต่ละบริษัทต่างทุ่มเทพลังเสนอยุทธการตลาดเด็ด เพื่อให้ตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปีเพิ่มขึ้น
จึงคาดการณ์ได้ว่าลำดับบริษัทที่ทำรายได้
รวม สูงสุดของปี พ.ศ.2550 คงไม่ต่างไปจากไตรมาสนี้
ตัวเลขรายได้รวมสามไตรมาสแรกที่แต่ละบริษัทรายงานคงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสบายใจได้ว่า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้คงไม่เลวร้ายเหมือนที่วิตกกังวล ส่วนปีหน้าฟ้าใหม่สถานการณ์บ้านเมืองหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ต้องมาลุ้นกันอีกที
หน้า 12
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
