คอนวูด ชี้ตลาดวัสดุทดแทนไม้ปี51 แนวโน้มดีขึ้น แต่ต้องลุ้นการเมืองหลังเลือกตั้งต้องนิ่ง เผยแผนปีหน้าตั้งเป้ายอดขาย 820 ล้านบาท เติบโต 5% เร่งขยายตลาดส่งออก แต่งตั้ง Ever Stone Ornament Corporation ผู้ผลิตวัสดุรายใหญ่ในประเทศเวียดนามเป็นตัวแทนจำหน่ายเจาะงานโครงการและรายย่อยนายสุทธิพันธ์ วัชโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอนวูด จำกัด ในเครือ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง ผู้ผลิตวัสดุทดแทนไม้ แบรนด์ คอนวูด เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า ในปี 2551 บริษัทวางเป้ายอดขายไว้ 800-820 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 770 ล้านบาท กลยุทธ์หลักมี 3 ส่วนคือ 1)การขยายตลาดส่งออก 2)การเปิดตัวสินค้าใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มงานผนังภายนอกอาคาร และ 3)ใช้ทีมสถาปนิก วิศวกร และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ประสานงานกับงานโครงการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด
เชื่อว่าภาพรวมตลาดวัสดุทดแทนไม้ปีหน้าน่าจะดีขึ้น เพราะแม้ในกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดตัวใหม่อาจไม่คึกคัก แต่ตลาดบ้านสร้างเองยังดีอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องลุ้นคือหลังเลือกตั้งการเมืองต้องนิ่ง
สำหรับการขยายตลาดส่งออก หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าร่วมออกบูทแสดงสินค้าในงาน VIETBUILD 2007 ของประเทศเวียดนาม และได้รับการติดต่อจากผู้ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้าคอนวูดหลายราย เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาบริษัทได้แต่งตั้งให้ Ever Stone Ornament Corporation ผู้ผลิตวัสดุในกลุ่มหินสังเคราะห์ขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเวียดนาม เป็น ผู้แทนจำหน่ายสินค้าคอนวูดแต่เพียงรายเดียว
ปัจจุบัน Ever Stone มีเครือข่ายร้านผู้แทนจำหน่ายสินค้าทั่วประเทศเวียดนามประมาณ 300-400 ราย ซึ่งจะเป็นช่องทางหลักในการขยายตลาดต่อไปในอนาคต จากช่วงแรกเน้นการขายสินค้าเข้างานโครงการประเภทบ้านจัดสรรและวิลล่า โดยมียอดสั่งสินค้าลอตแรกแล้วจำนวน 7 ตู้คอนเทนเนอร์ ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเชิงชาย ระแนง ไม้ฝา และประมาณการว่าในปีแรกจะมียอดส่งออกสินค้าไปยังประเทศเวียดนามประมาณ 20 ล้านบาท
ถือเป็นครั้งแรกของการรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาคอนวูดจะเน้นการขายในประเทศเป็นหลัก สัดส่วนรายได้หลักมาจากการขายผ่านร้านผู้แทนจำหน่าย 95% และผ่านศูนย์จำหน่ายวัสดุแบบโมเดิร์นเทรด 5%
ส่วนตลาดในประเทศนอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มงานผนังภายนอกอาคาร จะสานต่อการพัฒนาทีมขายโครงการ ประกอบด้วยสถาปนิก วิศวกร และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้ทำงานในลักษณะเป็นที่ปรึกษากับเจ้าของโครงการหรือผู้รับเหมา เพื่อพัฒนาหรือออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด
นายสุทธิพันธ์กล่าวถึงสถานการณ์ต้นทุนการผลิตด้วยว่า จากภาวะราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ กระดาษ พลาสติก ที่ปรับขึ้นราคาไปแล้วนั้นได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เฉพาะปี 2550 มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว 10% จึงมีความเป็นไปได้ว่าในปี 2551 บริษัทอาจพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ส่วนคือ
1)แนวโน้มตลาด และ 2)มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10% เศษ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากมีการปรับขึ้นราคาสินค้าจริงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการสร้างบ้านของผู้ประกอบการมากนัก เนื่องจากในการสร้างบ้าน 1 หลัง มีปริมาณการใช้วัสดุทดแทนในกลุ่มเชิงชาย ระแนง ไม้ฝา บัว คิดเป็นมูลค่าเพียง 2-5 หมื่นบาทเท่านั้น
หน้า 14
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
