บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งการ์ดรับสถานการณ์เศรษฐกิจ-การเมืองปี 51 งัดแผนป้องกันความเสี่ยงใช้วิธีคัดเลือกโครงการก่อนรับบริหารการขายและการตลาด เผยยอดขายวูบ 20% หวังแก้ตัวปีหน้าจากที่แบงก์เริ่มบีบเจ้าของโปรเจ็กต์ที่ทำยอดขายช้าจ้างมืออาชีพลุยตลาดแทนนายไพโรจน์ สุขจั่น ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทรับบริหารงานขายและการตลาดและพัฒนาโครงการจัดสรร เปิดเผยว่าในปี 2551 กลุ่มบัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ จะปรับแผนเกี่ยวกับรับงานบริหารโครงการบ้านและคอนโดฯใหม่ โดยจะเน้นเฉพาะโครงการ ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาสาธารณูปโภค และบ้านตัวอย่างก็ต้องลงทุน ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สามารถทำตลาดได้ง่าย ขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันและช่วยป้องกันความเสี่ยงของทั้งกับบริษัทและลูกค้า ไปในตัว
เบื้องต้นได้ตั้งเป้ายอดขายทั้งกลุ่มไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ส่วนยอดขายปี 2550 ที่กลุ่มบัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันยอด ณ วันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มียอดขายเข้ามาแล้ว 1,856 ล้านบาท คาดว่าในเดือนธันวาคมจะได้เพิ่มอีก 150 ล้านบาท รวมทั้งปี 2,006 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 20% ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
สำหรับแผนการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในปีหน้า บริษัทเพียงแค่เตรียมการไว้ แต่ต้องการรอดูความชัดเจนอีกครั้ง หลังมีการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้ว่าจะตัดสินใจลงทุนขยายโครงการเพิ่มเติมหรือไม่ หากการเมืองนิ่งและสถานการณ์ตลาดโดยรวมฟื้นตัวดีขึ้น จะซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อพัฒนาโครงการใหม่อย่างน้อย 1-2 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท
นายไพโรจน์กล่าวว่า นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว จากนี้ไปผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับกฎระเบียบต่างๆ ที่ภาครัฐจะทยอยประกาศบังคับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการดูแลผลประโยชน์ของ คู่สัญญา หรือ (escrow account) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาซื้อบ้านไม่ได้บ้าน และช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการเข้ามาดำเนินธุรกิจในลักษณะจับเสือมือเปล่าเหมือนที่ผ่านมา แต่ในส่วนผู้ประกอบการต้องยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวส่งผลกระทบด้วย โดยเฉพาะรายใหม่ๆ จะเข้ามาสู่วงการนี้ได้ยากขึ้น เนื่องจากในอนาคตจะไม่สามารถนำเงินดาวน์มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้เหมือน ที่ผ่านมา
หากกฎหมายเอสโครว์ฯเกิดได้จริง ผู้ประกอบการคอนโดฯจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ส่วนโครงการจัดสรรกระทบน้อย เพราะสามารถแบ่งการพัฒนาเป็นเฟสๆ ได้อยู่แล้ว ดังนั้นทางเดียวที่ผู้ประกอบการ จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้คือ ต้องหาพันธมิตร ที่มีแหล่งเงินทุนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการ นายไพโรจน์กล่าวและว่า
ส่วนการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะนี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งใช้วิธีให้เจ้าของโครงการที่ทำยอดขายเดินไปได้ช้าหันไปว่าจ้างบริษัทรับบริหารงานขายเข้ามาดำเนินการขายแทน เพราะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจประสบปัญหาจนกลายเป็นหนี้เสีย
หน้า 14
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
