โฆสิต ยอมรับการวางกรอบบนโยบายแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทำได้ยาก ชี้ต้องทำแบบองค์รวมตามสเต็ป เผยตัวเลขบ้านที่ขอส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนปี 50 ลดฮวบ 75%นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานสัมมนาอนาคตที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า รัฐบาลถือว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในเรื่องรายได้ และมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่มากเท่าที่ควร นอกจากนี้ราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้ซื้อบ้านได้ยากขึ้น ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยจึงมีหลากหลายมิติ
โดยมีสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.สร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 2.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม และ 3.เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ใช้จะต้องมีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนค่าก่อสร้าง
อย่ามองว่าอสังหาฯ เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีด้านอื่นๆ ที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางด้านการเงินการคลัง แต่ควรมองการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่า นายโฆสิตกล่าว
ด้านนายสัมมา คีตะสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. เปิดเผยตัวเลขที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทั่วประเทศไตรมาส 3/2550 ว่า มีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น
24 โครงการ จำนวน 10,524 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2,661 ยูนิต ทาวน์เฮาส์ 3,996 ยูนิต
และคอนโดมิเนียม 3,867 ยูนิต คิดเป็นจำนวนหน่วยเฉลี่ยต่อโครงการ 439 ยูนิต ลดลง 75%
เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกปี 2549 ที่มี 36 โครงการ 42,635 ยูนิต เฉลี่ยต่อโครงการ 1,184 ยูนิต
จำนวนยูนิตที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ซึ่ง 9 เดือนแรกปี 2549 มีจำนวนสูงถึง 30,886 ยูนิต แต่ช่วงเดียวกันของปีนี้กลับมีจำนวนหน่วยที่ได้รับอนุมัติเพียง 3,867 ยูนิต ลดลงเกือบ 90% ส่วนที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวลดลง 40% และทาวน์เฮาส์ 45% นายสัมมากล่าวและว่า
ทั้งนี้ หากแบ่งตามรายภาค ในช่วง 9 เดือนปี 2550 พบว่าจำนวนที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2,613 ยูนิต อยู่ในกรุงเทพฯ 377 ยูนิต ปริมณฑล 3 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี 1,047 ยูนิต นนทบุรี 965 ยูนิต และสมุทรปราการ 224 ยูนิต
ภาคกลาง 4,655 ยูนิต ได้แก่ อยุธยา 2,106 ยูนิต ปราจีนบุรี 1,395 ยูนิต และฉะเชิงเทรา 1,154 ยูนิต ภาคตะวันออกเฉียง 1,683 ยูนิต อยู่ในจังหวัดชลบุรีทั้งหมด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 928 ยูนิต ได้แก่ นครราชสีมา 853 ยูนิต และมหาสารคาม 75 ยูนิต ภาคเหนือมี 645 ยูนิต อยู่ในจังหวัดเชียงรายทั้งหมด ส่วนภาคใต้ไม่มีโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเลยแม้แต่โครงการเดียว
นายสัมมากล่าวว่า เฉพาะไตรมาส 1/2550 ไตรมาสเดียว มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริม การลงทุนเพียง 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ 162 ยูนิต นนทบุรี 965 ยูนิต สมุทรปราการ 224 ยูนิต ฉะเชิงเทรา 358 ยูนิต ชลบุรี 292 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นทาวน์เฮาส์ รองลงไปเป็นคอนโดฯ แต่ไม่มีบ้านเดี่ยว
อดีตที่ผ่านมามีเอกชนที่ขอส่งเสริมผลิตบ้านบีโอไอรวมกันไม่เกิน 1 หมื่นยูนิต/ปี แต่ในปี 2548 มีสูงถึง 3.61 หมื่นยูนิต และเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 6.13 หมื่นยูนิต ในปี 2549 จากโครงการบ้านเอื้ออาทรฯ ที่อยู่ในข่ายได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมากถึง 3.52 หมื่นยูนิต ในจำนวนนี้เป็นคอนโดฯ 2.75 หมื่นยูนิต แต่ในรอบ 9 เดือนแรกปี 2550 โครงการบ้านเอื้ออาทรได้รับอนุมัติในหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพียง 4,100 ยูนิต เป็นอาคารชุด 2,100 ยูนิต
หน้า 11
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
