ฮอร์สชู พอยท์ หนีตลาดบ้านไฮเอนด์เมืองพัทยาอืด หันเจาะตลาดบ้านไซซ์เล็กเอาใจกำลังซื้อระดับกลาง ลอนช์บ้านเดี่ยวโปรเจ็กต์ที่สอง The Village at Horseshoe Point เคาะราคาเริ่มต้นที่ 5 ล้านขึ้นไป ชูจุดขายบ้านในสังคมที่มีคุณภาพในพื้นที่สีเขียวกว่า 45% เน้นบรรยากาศส่วนตัว เผยผลวิจัยชี้ชัดตลาดบ้านระดับกลางมีดีมานด์สูงสุดนายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮอร์สชู พอยท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการ The Village at Horseshoe Point บนที่ดิน 70 ไร่ ใกล้กับโครงการฮอร์สชู พอยท์ รีสอร์ท รูปแบบเป็นบ้านเดี่ยว เนื้อที่ตั้งแต่ 110 ต.ร.ว. จำนวน 113 ยูนิต ระดับราคาขาย 5-10 ล้านบาท โดยมีแบบบ้าน 2 แบบให้เลือก ในสไตล์ Tropical Modern ได้แก่ Type A 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เนื้อที่ 178 ตร.ม.ราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป และ Type B ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 250 ตร.ม. ราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป บริหารงานขายโดยบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตครอบครัวคุณภาพท่ามกลางความสะดวกสบายเป็นส่วนตัว โดยผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าใช้การบริการ หรือกิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการฮอร์สชู พอยท์ รีสอร์ท
จุดขายที่น่าจะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ พื้นที่สีเขียวในบริเวณโดยรอบที่มีอยู่กว่า 45% และมีลากูนรอบโครงการในบรรยากาศส่วนตัว ซึ่งน่าจะดึงดูดความสนใจของลูกค้าต่างชาติได้มาก ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายทั้ง 2 โครงการจะทำแบบควบคู่กันไป และจัดทำร่วมกับธุรกิจโรงแรมด้วย เพื่อเป็นการเสริมซึ่งกันและกัน นายเจตน์กล่าวและว่า
สาเหตุที่บริษัทหันมาพัฒนาโครงการบ้านระดับกลาง เนื่องจากกำลังซื้อบ้านเดี่ยวระดับบนในเมืองพัทยาเริ่มชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้ลูกค้าต่างชาติขาดความมั่นใจและชะลอการตัดสินใจซื้อบ้าน ประกอบกับผลวิจัยตลาดในพื้นที่เมืองพัทยาพบว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในเมืองพัทยาฝั่งตรงข้ามทะเลนั้น ดีมานด์ที่มีมากที่สุดคือบ้านเดี่ยวราคาขายไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง และต้องการที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวก
ยอมรับว่าที่ผ่านมา บ้านหลังใหญ่ในโครงการ The Residence at Horseshoe Point ที่เปิดขายมาตั้งแต่ต้นปี ยอดขายไม่วิ่งเท่าที่ควรเพราะมีปัจจัยลบหลายตัวเข้ามากระทบ แต่เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น
สำหรับโครงการสร้างรายได้ของบริษัทจากนี้ไปจะเน้นรายได้ที่มาจากโครงการพัฒนาเพื่อขายเป็นหลัก จากการพัฒนาที่ดินกว่า 2,300 ไร่
ที่เหลืออยู่ในมือ เบื้องต้นแผนระยะ 1-3 ปีนี้
จะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและโรงเรียน นอกจากนี้บริษัทจะหาพาร์ตเนอร์เข้ามาพัฒนาโครงการให้เช่า โดยจับกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็น กลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโดมิเนียม
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
