คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันระบบทางด่วนกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ที่ต้องการความเร่งด่วนในการเดินทางไปแล้ว ปัจจุบันสถิติผู้ใช้ทางด่วนทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคันเศษ/วัน ส่งผลให้การจราจรในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็นมีรถราคับคั่ง ผู้ใช้ทางประสบปัญหารถติดเป็นประจำประชาชาติธุรกิจ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ พเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีซีแอล คู่สัญญาสัมปทานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบริหารจัดการและการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้ทางด่วน รวมทั้งการปรับแผนในการดำเนินธุรกิจรับวิกฤตเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่อย่างเวลานี้
เราเตรียมการรองรับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและราคาน้ำมันตลอดเวลาอยู่แล้ว ที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือการปรับเปลี่ยนระบบเก็บเงินบนทางด่วนใหม่เป็นระบบอัตโนมัติ หรือ ETC ร่วมกับ กทพ.แต่ต่างคนต่างทำ เดิม กทพ. ทำมาก่อน 6-7 ปีแล้ว แต่กำลังจะอายุและจะปรับเปลี่ยนใหม่ เราเลยขอแจมด้วย จะได้เหมือนๆ กัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท
โดยขอให้ กทพ.เลือกระบบที่สามารถนำระบบอื่นๆ มาทดแทนได้ เมื่อต้องเปลี่ยนอะไหล่ ก็สามารถซื้อจากที่ไหนมาเปลี่ยนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นจากออสเตรเลีย ยุโรป ฯลฯ ซึ่ง กทพ.รับเงื่อนไขนี้แล้ว ปัจจุบันกำลังประกาศประกวดราคา น่าจะเปิดขายแบบได้ในเดือนธันวาคมนี้
ในส่วนของบริษัทอยู่ระหว่างทำทีโออาร์ น่าจะจัดซื้อได้ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม 2551 สำหรับทีโออาร์ขณะนี้กำลังรอสรุปเรื่อง Central Syatem ซึ่งศูนย์จะอยู่ที่บีอีซีแอล บริษัทลงเงิน กทพ.จะเป็นผู้ดำเนินการ ใช้เวลาติดตั้ง 12 เดือน น่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ในเดือนมกราคม 2552
เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ผู้ใช้ทางด่วนจะขับรถผ่านไปได้เลย ไม่ต้องหยุด การบริการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปัญหารถติดหน้าด่าน ระบบใหม่นี้จะรับรถได้ 1,800 คัน/ชั่วโมง จากระบบเดิมอยู่ที่ 400-500 คัน/ชั่วโมง เมื่อรถผ่านได้เร็วก็จะทำให้ประสิทธิภาพการจัดเก็บค่าผ่านทางสูงขึ้น ได้ลูกค้ามากขึ้น ความพึงพอใจจะสูงขึ้น เราหวังว่าจะมีผู้ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้นอีก 30%
ในส่วนของระบบทางด่วนขั้นที่ 2 พเยาว์ บอกว่าบีอีซีแอลจะรับผิดชอบติดตั้งระบบอัตโนมัติ 69 ตู้ จากที่มีอยู่ 132 ตู้ ซึ่ง กทพ.ต้องการให้ติดตั้งทั้งตู้เก็บเงินสดไว้ไม่ต่ำกว่า 2 ตู้/ด่าน เพื่อเป็นทางเลือก วิธีการคือจะติดตั้งซ่อนไว้ล่วงหน้า โดยใน 1 ตู้ จะมีทั้งระบบเก็บค่าผ่านทางทั้งเงินสดและอัตโนมัติ สำรองไว้เมื่อระบบเกิดขัดข้อง
ขณะเดียวกันปีหน้านอกจากจะลงทุน 400 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนระบบเก็บเงินจากเงินสดเป็นอัตโนมัติแล้ว กำลังศึกษาว่าจะสร้างทางเชื่อมระหว่างทางด่วนกับโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่สถานีมักกะสัน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ ผู้ใช้ทางที่ต้องการไปใช้บริการเช็กอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ตอนนี้กำลังดูทางขึ้น-ลงบริเวณอื่นๆ ในแต่ละจุด ที่ยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทางได้ไม่เพียงพอ อาจมีทั้งขยายเพิ่มหรือสร้างทางด่วนเพิ่ม เช่น บริเวณทางลงถนนจารุเมือง ปัจจุบันเมื่อลงจากทางด่วนแล้วจะติดไฟแดง กำลังดูว่าจะทำทางลงใต้ทางด่วนเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อสามารถสร้างความพึงพอใจได้ ลูกค้าก็จะเพิ่ม
นอกจากนี้ เอ็มดี บีอีซีแอล ยังมองไปที่โครงการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางด่วนสุวรรณภูมิหรือ M1 ที่ กทพ.กำลังศึกษาเพื่อต่อ ยอดโครงข่ายทางด่วนในอนาคตด้วย
ถ้า กทพ.ให้เราทำ ก็จะทำ ทางด่วนในเขตเมืองสายไหนก็ตามเราสนใจหมด แต่ทางด่วนซีดีโรดหรือบ้านครัว เรายังไม่ได้คุยกับ กทพ. แม้จะเป็นโครงการน่าสนใจ เพราะอยู่ใจกลางเมือง และเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาดูดซับปริมาณการจราจรของทางด่วนขั้นที่ 2
สำหรับรายได้ของบริษัท ขณะนี้การเติบโตของรายได้ถือว่าอยู่ในภาวะปกติ จากปีที่แล้วเปิดสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เดือนกันยายน 2549-สิงหาคม 2550 รายได้เติบโตที่ 5.7% และตอนนี้อยู่ที่ 4% ซึ่งถือว่าเติบโตสูง ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างทางลงทะลวงจุดคอขวดที่ด่านประชาชื่น 1,2 ทำให้สะดวกในการเข้า-ออก
ขณะที่รายได้ปีนี้ทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 7,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีรายได้ 6,000 กว่าล้านบาท ปีหน้าตั้งเป้าเติบโตอีก 2-3% เป็น 7,400 ล้านบาท ก็น่าพอใจแล้ว เพราะตอนนี้ปริมาณการจราจรบนทางด่วนยังไม่เต็ม อยู่ที่ 77%
อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้ถนนวงแหวนอุตสาหกรรมและวงแหวนด้านใต้ มีผลทำให้ รายได้ของบีอีซีแอลลดลง
ทางด่วนขั้นที่ 1 รายได้ลดลงในไตรมาส 3 ประมาณ 2% จากการเปิดใช้วงแหวนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ด่านสุขสวัสดิ์ รถบรรทุกจะหนีไปใช้วงแหวนอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่รายได้มาเพิ่มที่ด่านดินแดงแทน ส่วนทางด่วนขั้นที่ 2 ที่เซ็กเตอร์ดีเต็ม มาเพิ่มที่โครงข่ายในเมืองคือด่านยมราช จากที่นิ่งมาหลายปี เพราะคนไปสนามบินและเดินทางมาจากหลายทิศทาง
ที่น่ากลัวคือเปิดใช้ฟรีถนนวงแหวนด้านใต้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเลขจะหายไปเท่าไหร่ ที่ประมาณการไว้น่าจะ 16,000 คัน/วัน หรือ 7-8 แสนบาท/วัน
แม้การเปิดใช้วงแหวนด้านใต้ จะทำให้ปริมาณการจราจรบนทางด่วนลดลง แต่ พเยาว์ ยังเชื่อมั่นว่าโดยโลเกชั่นของโครงข่ายทางด่วน น่าจะมีความได้เปรียบกว่า เพราะตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงที่สุด เนื่องจากเป็นทางด่วนตัดตรงเข้าเมือง ส่วนถนนวงแหวนอุตสาหกรรมและวงแหวนด้านใต้ แนวเส้นทางจะอ้อม เป็นเส้นทางเพื่อการขนส่งสินค้า ไม่ได้ตอบโจทก์ลูกค้าที่ทำงานในเมือง หรือจะเดินทางเข้าในเมือง
กับคำถามยอดฮิต น้ำมันแพงกระทบต่อทางด่วนมากน้อยแค่ไหน พเยาว์ บอกว่า กระทบบ้าง แต่คนใช้ทางด่วนไม่ได้ลดลง เพราะทางด่วนไม่ได้ใช้เพื่อสัญจรระหว่างบ้านกับที่ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับติดต่อธุรกิจ ทำธุระระหว่างวันด้วย ที่น่าสนใจ คือคนเปลี่ยนจากใช้รถเก๋งมาเป็นปิกอัพแทน เพราะประหยัดน้ำมัน และเพื่อใช้ 2 วัตถุประสงค์ คือส่งลูกไปโรงเรียนตอนเช้า และทำ บิสซิเนสทริปในระหว่างวัน ทำให้จำนวนเที่ยว ในการวิ่งเยอะขึ้น
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคต จากที่ยังเหลืออายุสัมปทานอีก 13 ปี บีเอ็มซีแอลมีแผนจะเจรจาขอต่ออายุสัมปทานกับ กทพ.ต่อไปอีก พร้อมกับตั้งความหวังว่าน่าจะได้รับสัมปทานอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง
เพราะ 17 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังไม่คุ้มกับการลงทุน ที่ลงทุนไปแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท เพราะการปรับค่าผ่านทางไม่เป็นไปตามเป้า ที่สำคัญธุรกิจนี้คุ้มทุนนาน เพราะกำไรไม่สูง ปัจจุบันหนี้ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก
ตอนนี้ภาระหนี้อยู่ที่ 27,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 43,000 ล้านบาท จะใช้หนี้หมดภายในปี 2559 ถ้าการปรับค่าผ่านทางเป็นไปตามแผน หนี้ก็จะลดและมีกำไรบ้าง
เพื่อให้มีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น ช่วงระหว่างรอเจรจาต่ออายุสัญญาสัมปทาน บีอีซีแอลได้เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทแม่ คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) อีกทางหนึ่ง ป็นการลงทุนภายใต้สัมปทาน 4 โครงการ เกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น รถไฟฟ้า น้ำ ฯลฯ เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกันกำลังมองหาลู่ทางการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่เดิม โดยยังคอนเซ็ปต์เดิม คือ เป็นระบบสัมปทาน ซึ่งคงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะลอนช์โปรเจ็กต์ในรูปแบบการให้สัมปทานโครงการไหนบ้าง
หน้า 14
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
