นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีนายกฯเตรียมตึ้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง-เยียวยา ผู้บาดเจ็บจาการสลายการชุมนุม 7 ตุลาฯด้าน ประเวศ เสนอ คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานฯ
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้บาดเจ็บ จากการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจะให้บุคคลภายนอกรัฐบาลเข้าร่วม
"จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะพยายามใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่คนของรัฐบาล แต่เป็นคนกลางเข้ามาดูแล คาดว่า น่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ตั้งได้แล้วเสร็จ"
"ประเวศ"เสนอ"คณิต ณ นคร"อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานฯ
น.พ.ประเวศ วะศรี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงทางออกของประเทศว่า คงต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกันไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่าระบบรัฐสภาของไทยมีปัญหาจริงๆ การเมืองจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาพิการของระบบการเมืองให้ได้ ถ้าตราบใดที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้ว่ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ก็จะเกิดปัญหาวนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีก
เมื่อถามว่า ในระบบรัฐสภายังมีผู้นำที่สามารถแก้ไขวิกฤติของชาติอยู่หรือไม่ น.พ.ประเวศ กล่าวว่า มี แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผู้นำที่มีลักษณะเช่นนี้ สมาชิกรัฐสภาจะต้องรวมตัวกันใช้จิตสำนึกและวิจารญาณเลือกกันเอง เพื่อช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ต่อสู้กันเอง เมื่อได้ผู้นำที่มีความเป็นกลางจริงๆแล้วก็จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาเฉพาะกิจผ่านกลไกรัฐสภา ใช้เวลาภายใน 2 ปี ค้นหาคำตอบให้ได้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบทางการเมืองทุกระดับ อย่าหลงประเด็นรีบร้อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เกิดขึ้นให้ได้ แม้ว่าประเทศอังกฤษจะใช้เวลาต่อสู้ประชาธิปไตยถึง 200 ปี กว่าจะสำเร็จ แต่ตนคิดว่าเมืองไทยไม่ใช้เวลามากขนาดนั้น ขอให้คนไทยตื่นตัวในความหลากหลายทางความคิด อย่าตกใจที่คนไทยคิดเห็นไม่เหมือนกัน
น.พ.ประเวศ กล่าวว่า อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกสังคมที่จะมีการเปลี่ยนผ่านต้องผ่านการต่อสู้ทั้งนั้น นักการเมืองจะปฏิบัติตัวเช่นเดิมไม่ได้แล้ว ต่อไปใครทำผิดจะต้องติดคุกให้มากขึ้น เมื่อถามว่าหากนายกฯประกาศลาออกคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ น.พ.ประเวศ กล่าวว่า ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยุบสภามาการเมืองก็กลับมาพิการอีก เพราะรัฐสภามีปัญหายังมีการใช้อำนาจ และผลประโยชน์ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี มีคนบงการจากแดนไกล ในการเลือกตัวนายกฯและรัฐมนตรี การเมืองไทยจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ปัญหาของมันเองได้ ขอย้ำว่าเมื่อชาติเกิดวิกฤติต้องการความเสียสละจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้
เมื่อถามว่าพันธมิตร ควรจะสลายตัวไปด้วยหรือไม่ น.พ.ประเวศ กล่าวว่า จุดแข็งของพันธมิตรคือการตรวจสอบอำนาจรัฐ หากทำไปเรื่อยๆจะดี แต่ไม่ควรใช้วิธีการอื่นๆ เช่นไม่ควรไปสร้างความรุนแรง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำขณะนี้หลังจากเหตุเกิดปะทะกัน ที่มีผู้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่จบ จะโยนความผิดให้กันไปมา ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดีที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยประธานคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีความเป็นกลาง และมีความสามารถสูง และเลือกคณะกรรมการได้เอง ไม่ใช่จับใครใส่เข้ามาก็ได้ จึงจะมีคนเชื่อถือ ต้องไม่กลัวความจริง
ในความคิดของผมเห็นว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการได้ในขณะนี้เช่น นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใด ต้องเอาความจริงมาก่อน จึงจะสมานฉันท์กันได้ ทั้งนี้หน้าที่ของรัฐบาลคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและปกป้องทรัพย์สินของประชาชน ไม่ควรทำอะไรที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน หน้าที่ของกองทัพคือต้องแทรกตรงกลางไม่ให้ตำรวจและพันธมิตรปะทะกัน น.พ.ประเวศ กล่าว
ปชป. ร่อนหนังสือถึงสถานทูตทั่วโลก ประจานรัฐบาลสมชาย
ขณะที่ความเคลื่อนไหวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันนี้ (9 ต.ค.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี (เงา) นายศิริโชค โสภา โฆษกครม.เงา และนายอิสรา สุนทรวัฒน์ เลขานุการผู้นำฝ่ายค้าน ได้เดินทางไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา และสถานทูตประเทศอังกฤษเพื่อยื่นหนังสือชี้แจงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
นายศิริโชค กล่าวว่า การที่พรรคทำหนังสือมาชี้แจง เพราะต้องการให้สังคมทูตได้รับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงได้รับรู้จากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะอย่างน้อยจะทำให้ทูตานุทูตได้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆที่เกิดในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งความเป็นจริงรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้าไปสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ชุมชุมกันอย่างสงบ รัฐบาลสามารถเลื่อนการแถลงนโยบายออกไปได้ แต่รัฐบาลกับเลือกวิธีการสลายผู้ชุมนุม เพียงแค่ให้มีการแถลงนโยบายตรงเวลาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางพรรคจะทำหนังสือชี้แจงไปยังสถานทูตต่างๆ ด้วย
สำหรับหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อสถานทูต ลงนามโดย นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การใช้กำลังในการสลายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่หน้าสภาผู้แทนราษฎร เมื่อตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจตามมา ซึ่งทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
1 ) แม้ว่าเราอาจไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งก่อนหน้านี้และหลังจากที่มีการใช้กำลังในการสลายผู้ชุมนุม ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงก็คือ ตั้งแต่แรก พันธมิตรฯได้มีการชุมนุมอย่างสงบ รวมถึงกรณีการชุมนุมหน้าสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดประสงค์ คือการขัดขวางไม่ให้รัฐบาลไทยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
2 ) แม้ว่าการแถลงนโยบายจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังที่ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องเริ่มตรงเวลาที่ 09.30 น. ในวันที่ 7 ตุลาคม สามารถที่จะเลื่อนออกไปได้ชั่วขณะ หรือเลื่อนออกไปสักวัน ให้รัฐบาลได้มีเวลาเจรจากับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหาทางออกอย่างสันติวิธี แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะสลายผู้ชุมนุม เพียงแค่ให้การประชุมได้เริ่มตรงเวลาตามกำหนด
3 ) การสลายผู้ชุมนุมของตำรวจไทยนั้น ทำไปโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยฝ่ายตำรวจอ้างว่าเป็นการกระทำที่เป็นไปตามหลักสากลในเรื่องของการควบคุมผู้ชุมนุม และมีการใช้เฉพาะแก็สน้ำตาเท่านั้น แต่การสลายผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งในความเห็นทางการแพทย์นั้น ไม่สอดคล้องกับการใช้แก็สน้ำตาเพียงอย่างเดียว
4 ) หลังจากที่มีการใช้กำลังในการสลายผู้ชุมนุม ไม่ปรากฏว่ามีตัวแทนของรัฐบาลในช่วงวันนั้น ยกเว้นพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ออกมาแสดงความห่วงใย สำนึกผิดหรือความรู้สึกรับผิดชอบต่อความสูญเสียในชีวิตและผู้บาดเจ็บ ไม่มีแม้แต่ตัวแทนรัฐบาลที่ออกมาบ่งบอกว่า จะมีการสอบสวนการกระทำของฝ่ายตำรวจ จุดยืนของรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยน แม้ว่าในช่วงบ่าย ความรุนแรงยังคงอยู่และเพิ่มมากขึ้น จนมีคนตายและเจ็บเป็นจำนวนมาก
5 ) หลังจากที่มีการใช้กำลังในการสลายการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรารู้สึกได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองและศีลธรรมไม่เอื้ออำนวย ให้สามารถเข้าร่วมกระบวนการแถลงนโยบายได้ เนื่องจากมีการใช้กำลังเกินความจำเป็น ต่อผู้ที่มาชุมนุมอย่างสงบ และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการขัดต่อหลักสากลประชาธิปไตยที่ใช้ปฏิบัติอยู่ โดยที่รัฐบาลไทยปฏิเสธที่จะแสดงความรู้สึกรับผิดชอบใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มากไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังบรรจุการสมานฉันท์ เป็นนโยบายสำคัญอันดับต้นๆในการแถลงนโยบาย แต่ก่อนหน้าการแถลงนโยบายไม่กี่ชั่วโมง ได้มีการกระทำที่ขัดต่อสิ่งที่ได้บรรจุไว้ในนโยบาย เรามีความรู้สึกว่าไม่ใช่เป็นเวลาที่เหมาะสม ในการร่วมกระบวนการที่จะมอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาลไทยเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน เราหวังว่ากระบวนการนี้จะถูกเลื่อนออกไปและถูกกำหนดในเวลาที่เหมาะสมกว่านี้
6 ) พรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใย เหมือนกับนักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้นำทางความคิดหลายๆคน ที่เกรงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้ถึงทางตัน และเปิดโอกาสให้ประเทศได้ฟื้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ในช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เราคิดว่าการยุบสภาเป็นทางเลือกที่เหลือเพียงทางเดียว และได้แสดงความเห็นสนับสนุนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ แม้จะมีผู้หวังดีหลายคนเตือนว่าโอกาสที่ประสบความสำเร็จของพรรคฯ ในการเลือกตั้งนั้น เป็นไปได้ยาก แต่เราก็เลือกทางนั้น