ชูวิทย์ ใช้ศอกฟันหน้า วิศาล ก่อนกระทืบปากซ้ำ อ้างถูกหยามเกียรติยันไม่เปลี่ยนนิสัย คิ้ว อัดอันธพาลป่าเถื่อนคนธรรมดาไม่ทำกัน ผู้สมัครผู้ว่าฯเชื่อเหตุการณ์มีเหตุผล ลีน่าจัง บอก เสี่ยอ่าง ควรไปกราบขอโทษพิธีกรช่อง 3 2 องค์กรวิชาชีพประณาม เว็บพันธ์ทิพย์โพสต์กระทู้ ชูวิทย์-วิศาล ไฟแล่บ เผยโทษทำร้ายร่างกายจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน4 พันชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ - วิศาล ดิลกวณิช
ชูวิทย์ เดือดฟันศอก วิศาล ดิลกวณิช หลังสัมภาษณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหมายเลข 8 ใช้ศอกฟันหน้า นายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งมีการโต้ตอบกันอย่างดุเดือดระหว่างที่ออกอากาศ จนกระทั่งจบรายการเหตุการณ์จึงเกิดเหตุการณ์ขึ้น
วิศาล เผย ชูวิทย์ เตะต่อยตีศอกกระทืบซ้ำ
นายวิศาล ดิลกวณิช ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้ารับการตรวจรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวชว่า หลังจากให้แพทย์ตรวจร่างกาย พร้อมออกเอกสารใบรับรองการแพทย์แล้ว จะเดินทางไปยัง สน.ทองหล่ออีกครั้ง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ จากนั้นจะเปิดแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตนถูกนายชูวิทย์ต่อย ตีศอกเข้าที่กกหู จนล้มลง แล้วกระทืบซ้ำ ถูกเตะกระทั่งล้มลงศีรษะฟาดหัว แต่ไม่ได้กระทืบปาก จนรู้สึกมึนงง แต่นายชูวิทย์ก็ตามมากระทืบซ้ำ ทีมงานต้องเข้ามาห้าม
"นิสัยอย่างนี้อันธพาล สามัญชนคนธรรมดาไม่ทำกัน ผมยินดีให้อภัยแต่ไม่ผูกใจเจ็บ"
"คิดว่าการทำงานคือการซักถาม เพื่อให้นายชูวิทย์ตอบว่าทำอะไรเพื่อประชาชน ซึ่งนายชูวิทย์ตอบไม่ชัดเจน จึงต้องเน้นย้ำประเด็นคำถาม จนสร้างความไม่พอใจนำมาสู่การทำร้ายร่างกายครั้งนี้" นายวิศาล กล่าว
ชูวิทย์ ลั่นลูกผู้ชายฆ่าได้ หยามไม่ได้ ยันไม่เปลี่ยนนิสัย
เวลา 16.00 น.นายชูวิทย์ แถลงที่บ้านสวนชูวิทย์ สุขุมวิท ซอย 10 ว่า ยอมรับอย่างลูกผู้ชายกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และว่าไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ช่อง 3 พิธีกรคือนายวิศาล ดิลกวณิช ในรายการนี้ถูกนายวิศาลพูดจาดูถูกตลอดเวลา บอกว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย ระหว่างที่อยู่ในรายการก็พูดจากวนกันไปกันมาตลอด
"เมื่อจบรายการนายวิศาลก็เดินมาหา แล้วพูดกับผมว่า ผมไม่มีอะไรกับพี่นะ ผมก็ใช้ศอกขวาฟันโหนกแก้มไป 1 ครั้ง เมื่อนายวิศาลล้มก็กระทืบไปที่หน้าอีกครั้ง แต่จริงๆ ตั้งใจจะกระทืบปากด้วยซ้ำ ยืนยันว่าผมไม่ได้รู้จัก โกรธ หรือเกลียดนายวิศาลมาก่อนหน้านี้ ดีที่ไม่ทำอย่างนี้ตอนออกอากาศ เพราะระหว่างที่อยู่ในรายการนายวิศาลมีอารมณ์และพูดจากวนตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ยังมีกำลังหนดการหาเสียงเหมือนเดิม" นายชูวิทย์ กล่าวและว่า ไม่ได้ทำแบบนี้มา 20-30 ปีแล้ว ยอมขอโทษ และรับผิด
นายชูวิทย์ กล่าวอย่างมีอารมรณ์ว่า ยอมรับว่าคุกคามสื่อ แต่นายวิศาลยอมรับและขอโทษกับสิ่งที่ทำไว้หรือไม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าถูกสื่อคุกคามเช่นกัน เรื่องนี้อยากถามกลับว่า นายวิศาลยอมรับผิดด้วยหรือไม่
"นิสัยผมเป็นแบบนี้ ผมเปลี่ยนไม่ได้ ผมผิด ผมขอโทษ นี่เป็นตัวตนของผม ผมนายชูวิทย์ ไม่เปลี่ยน ยินดียอมรับไม่ว่าสมาคมสื่อ หรือใครๆจะว่าอย่างไร แต่สื่อต้องมีจรรยาบรรณ ต้องให้เกียรติผม กวนผมๆ ก็ต้องกวนกลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพิธีกรแล้วจะทำอย่างไรกับผู้ที่ถูกรับเชิญไปก็ได้" นายชูวิทย์ กล่าวและว่า ได้ไปขอโทษกอง บก.ช่อง 3 และในที่นี้ก็ขอโทษสื่อทุกแขนง ขอโทษในสิ่งที่ทำกับนายวิศาล
"ผมฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้ ฝากบอกคนกรุงเทพฯ ด้วยว่า ผมเป็นคนแบบนี้ ถ้าใครไม่มีจรรยาบรรณกับผมๆ ก็ไม่จรรณยาบรรณกับเขา" นายชู วิทย์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ประโยคไหนที่ทำให้รู้สึกทนไม่ได้ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ประโยคที่ว่า "คุณชูวิทย์ คุณไม่ใช่ลูกผู้ชายนี่ครับ" แต่ช่วยไม่ได้หากจะทำให้เสียภาพลักษณ์ ที่ทำไปเพราะมีสาเหตุ ยืนยันว่าจำเป็นต้องทำ
"การบริหารงาน กทม.ต้องมีผู้นำแบบผมจึงจะเหมาะสมที่สุด ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ก็เคยชกคนในสภามาแล้ว แต่ผมจะไม่สู้คดี ปล่อยให้เป็นไปตามรูปคดี ศอก 1 ครั้ง 500 บาท กระทืบ 1 ครั้ง 500 บาท เงินทิปให้อีก 1 พันบาท" นายชูวิทย์ กล่าว
ต่อข้อถามว่า ถ้าได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะทำงานกับข้าราชการ กทม.ได้หรือไม่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า คนที่เลือกรู้ดีว่าเป็นคนอย่างไร และว่าพิธีกรทั้งหลายจำเอาไว้ อย่าเหยียดหยามดูหมิ่นกระแหนะกระแหน คนที่ถูกเชิญไปออกรายการ เพราะทุกคนก็มีหัวจิตหัวใจ การกระทำครั้งนี้แม้คะแนนจะขึ้นหรือลง ก็ยอมรับ ไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำ
ต่อข้อถามว่า เมื่อชกหน้าแล้วรู้สึกหรือไม่ว่าทำผิด นายชูวิทย์ กล่าวว่า รู้สึกดี เพราะถูกนายวิศาลเหยียดหยาม
นายชูวิทย์กล่าวว่า ยอมรับผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป หลังจากไม่เคยทำอย่างนี้มานาน 20-30 ปี แต่นี่เป็นตัวตนของชูวิทย์ และจะไม่เปลี่ยนด้วย อย่างไรก็ตาม ถามว่าตนคุกคามสื่อหรือสื่อคุกคามตน คุณแรงมาก็แรงกลับ คุณทำในสิ่งที่ตนทนไม่ไหว คุณไม่มีจรรยาบรรณตนก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม สื่อเองก็ต้องมีจรรยาบรรณ ต้องให้เเกียรติคนที่เชิญมาด้วย ตนให้สัมภาษณ์หลังเวที เป็นเอ้าท์ ออฟ เรคคอร์ด แล้วนายวิศาลมาเปิดเผยหน้าเวทีได้อย่างไร
"ทำไมคุณไม่ปกป้องแหล่งข่าว คุณถามกวนมา ผมก็กวนกลับ ไม่ใช่เป็นพิธีกรจะทำอะไรก็ได้ไม่ได้ให้เกียรติคนที่ไป" นายชูวิทย์ กล่าว
นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอโทษบรรณาธิการช่อง 3 ขอโทษสื่อมวลชนด้วย และขอโทษสิ่งที่ตนกระทำกับนายวิศาล แต่ส่งที่นายวิศาลทำก็ไม่มีจรรยาบรรณ มาบอกว่าตนไม่ใช่ลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายอย่างตนฆ่าได้ หยามไม่ได้ ฝากสื่อไปบอกคนกรุงเทพฯ ด้วยว่านายชูวิทย์เป็นแบบนนี้
ชูวิทย์ ยอมรับชก วิศาล จริงหลังถูกด่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย
ขณะที่นายชูวิทย์ กล่าวว่า ยอมรับว่าทำร้ายร่างกาย นายวิศาลจริง หลังจากที่จบรายการเมื่อนายวิศาลเดินลงจากเวทีก็หันหน้ามาบอกว่าเหมือนว่าไม่ได้มีอะไร ระหว่างนั้นก็เดินลงจากเวทีชักศอกตะบันหน้าวิศาลและกระทืบซ้ำตรงปาก ไม่พอใจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่ลูกผู้ชายกลางรายการ เห็นว่านายวิศาลไม่มีจรรยาบรรณของสื่อ เพราะนำเรื่องที่พูดคุยกันหลังเวทีมาถามในรายการ ซึ่งนายวิศาลต้องให้เกียรติแหล่งข่าวในฐานะสื่อมวลชน ไม่ใช่ มาบอกว่าทำไมคุยกันหลังเวทีพูดคุยอีกอย่าง แต่ตอนที่ออกอากาศกลับตอบอีกแบบหนึ่ง ซึ่งในฐานะสื่อควรมีการเคารพแหล่งข่าวด้วย
"เรื่องนี้ผมยอมขอโทษ ยอมให้ปรับ 500 บาท แต่สื่อต้องมีจรรยาบรรณด้วย" นายชูวิทย์ กล่าว
ฉุนขาด! วิศาล ถามหน้าจอหลังจอเหมือนกันหรือไม่
สัมภาษณ์</br> นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม." vspace=3 hspace=3
ภาพช่วงนายวิศาล ดิลกวณิชย์
สัมภาษณ์
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์สด นายวิศาล ได้ถามนายชูวิทย์เกี่ยวกับแผนการแข่งขันกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนายชูวิทย์ได้พูดคุยกับนายวิศาลก่อนเข้ารายการแล้ว จึงทำให้นายชูวิทย์โมโหและจ้องนายวิศาลด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะพูดว่า "นี่คุณ (วิศาล) เอา เรื่องข้างหลังมาเล่าข้างหน้าเลยเหรอ"
จากนั้น นายวิศาลจึงตอบสวนกลับไปว่า "ตกลงชูวิทย์ หน้าจอกับหลังจอ เหมือนกันหรือไม่" นายชูวิทย์ จึงแย้งกลับว่า "ตรงนั้นคือส่วนหลังจอ แต่ทำไมหน้าจอคุณไม่ถามเรื่องแผนหาเสียงหรือนโยบาย"
นายวิศาล กล่าวต่อว่า "ตกลงชูวิทย์ หน้าจอกับหลังจอเหมือนกันหรือไม่" นายชูวิทย์ จึงกระแทกเสียงกลับไปว่า "เหมือนกันครับ" จากนั้นพิธีกรช่อง ก็ตัดบทจบรายการ และนายชูวิทย์ได้เข้าไปชกนายวิศาล แล้วใช้เท้าเหยียบจนกระทั่งมีคนมาห้ามไว้
วิศาล อัด ชูวิทย์ ป่าเถื่อน มีอารมณ์มาก่อนแล้ว
นายวิศาล ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องเนชั่น เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมนัดคุณชูวิทย์ มาสัมภาษณ์นโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก่อนหน้านี้ สัมภาษณ์ทุกคนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายประภัสร์ จงสงวน นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) และคิวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็นัดวันนี้ และก่อนสัมภาษณ์ก็เจอนายชูวิทย์ ก่อนขึ้นรายการประมาณ 20-30 นาที ก็ถามว่านโยบายที่จะพรีเซนต์ (นำเสนอ) ประชาชนมีเรื่องอะไรบ้าง คือถ้าพูดแล้วเวลามันมีแค่ 45 นาที ให้ชาวบ้านฟังจะมีประโยชน์มากที่สุด มีเรื่องปากท้อง จราจรอะไรก็ว่ามา นโยบายเด่นๆ คืออะไร
"คุณชูวิทย์ตั้งแต่ยังไม่เข้ารายการก็ตอบแบบค่อนข้างมีอารมณ์บอกว่า ผมไม่พูดนโยบาย ใครๆ มันก็พูดนโยบาย ตัวเค้าจะพูดเรื่องการตรวจสอบว่าทำไม 4 ปี การจราจร บีอาร์ทียังไม่เสร็จ เรื่องโรงเชิดสัตว์ทำไมยังไม่เรียบร้อย เราก็โอ.เค.ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะถามประมาณนี้ แต่เค้าก่อนเข้ารายการก็อารมณ์เลือดร้อนมาก่อนแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าไปเอาอารมณ์ร้อนนี้มาจากไหน จากหาเสียงหรือไม่ แต่สภาพเค้าร้อนมาก่อนแล้ว"
นายวิศาล กล่าวต่อว่า ทีนี้พอก่อนเข้ารายการ ก็ถามว่า ป้ายหาเสียงที่เป็นรูปส่องกล้องทางไกลแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด พอมาตอนหลังเป็นภาพแบบกอดอกยืนอย่างสุขุม ก็เลยถามว่าทำไมภาพมันเปลี่ยนไป ทำไมเป็นอย่างนี้ นายชูวิทย์ก็บอกว่า "อ๋อต้องปรับภาพลักษณ์ มาสู้กับคุณอภิรักษ์" ก็ประมาณนี้ ก็ไม่มีอะไร
"สักพักก็เข้ารายการผมก็ถามเลยว่า เมื่อเช้าคุณชูวิทย์ ไปยื่นป.ป.ช.สอบคุณอภิรักษ์ ไปยื่นทำไม เป้าหมายเพื่ออะไร ทำไมก่อนหน้านี้ไม่สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำไมไม่ยื่น ทำไมมายื่นตอนนี้" นายชูวิทย์ ตอบว่า "ผมไปยื่นก็เพราะว่าถ้าก่อนหน้านี้ไปยื่นก็ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ผมไปสมัครผมก็ไปยื่น " จากนั้นก็ตอบหลายเรื่อง แต่เวลาที่เค้าตอบเค้ามักใช้คำพูดและน้ำเสียงที่ฟังไม่ค่อยออก ฟังไม่ค่อยทัน และคำพูดยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าประเด็นว่าจะให้อะไรกับประชาชน ผมก็พยายามจะสโคปลงมา ว่านโยบายที่จะถาม จะให้ประชาชนน่ะ คืออะไร ถ้าใครได้ดูรายการจะรู้ว่า ปากท้องเป็นไง คือแกก็จะพยายามย้อนกวนประสาทผม คือแทนที่แกจะตอบนโยบายเหมือนผู้สมัครรายอื่น จะทำอะไรให้ประชาชนเรื่องปากท้องหรือการจราจรก็บอกมา แต่แกก็พยายามดิสเครดิตผมเวลาออกอากาศ"
เมื่อถามว่าแต่ได้ถามเรื่องนโยบายด้วยใช่หรือไม่ นายวิศาล กล่าวว่า ครับได้ถาม คือพอถึงเวลาเข้ารายการตนก็บอกว่าวันนี้คุณชูวิทย์บอกจะไม่พูดเรื่องนโยบายแต่จะพูดเรื่องตรวจสอบ แต่คุณชูวิทย์ก็มาบอกว่าผมจะพูดเรื่องนโยบาย แกก็เปลี่ยนอีก ตนก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นนโยบายมีอะไรว่ามา แกก็เลยพูดมา คือตนได้พยายามพูดให้เค้าได้ประโยชน์มากที่สุด เวลาไปหาเสียงชาวบ้านจะได้เข้าใจว่านโยบายของเค้าเป็นอย่างไร เหมือนกับที่สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้
"แต่ท่าทีเค้าเหมือนระเบิดอารมณ์ กวนประสาทตลอดเวลา ซึ่งผมก็ต้องคุมประเด็น บางทีคุณชูวิทย์ไปพูดพาดพิงคนอื่นแล้วถ้าเกิดล่อแหลมต่อการถูกหมิ่นประมาทฟ้องร้อง มันก็ต้องระวังใช่ไหมครับ เพราะมันช่วงเลือกตั้ง จนกระทั่งมาถึงช่วงคำถามสุดท้าย ผมก็ถามเรื่องป้ายที่บอกว่าตอนแรกหน้านิ่ว จนมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ แกก็กวนประสาทผมอีก แกก็ถามผมว่าเอ๊ะ! ทำไมคุณถามอย่างนี้ ทำไมคุณไม่ถามอีกเรื่องหนึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจว่าคำถามง่ายๆ แกก็แค่ตอบมา แค่ปรับกลยุทธ์สู้คนอภิรักษ์ก็ตอบมา ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผู้สมัครคนอื่นก็ปรับป้ายกันทั้งนั้น"
เมื่อถามว่ายืนยันว่าไม่ได้มีการถามที่กวนอารมณ์หรือยียวนก่อนหรือไม่ นายวิศาล กล่าวว่า คืออย่างนี้นายชูวิทย์กวนอารมณ์ตั้งแต่ก่อนเข้ารายการ ผมก็คือต้องควบคุมรายการและเนื้อหา ถ้าเค้ากวนมา ก็ต้องควบคุม คือจะนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยปล่อยให้เค้าพูดอะไรไปก็ได้อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเค้าพูดอะไรพาดพิงหรือหมิ่นประมาทมันก็โดนฟ้อง เราเป็นสื่อมวลชนเราก็ต้องระมัดระวัง ต้องไม่ให้ไปพาดพิงคนที่ 2 หรือ 3
"แกไม่ตอบแบบตรงประเด็น แกตอบแบบอ้อมไปอ้อมมา แกก็มาย้อนผมบ่อยๆ ผมก็ต้องจี้บางประเด็นว่ามันคืออะไร มันก็เลยออกแนวมีปะทะคารมกันบ้าง แต่มันก็อยู่ในประเด็นนะผมก็พยายามคุมประเด็น"
เมื่อถามว่าแล้วเรื่องชกต่อยเริ่มขึ้นตอนไหน นายวิศาล กล่าวว่า พอลารายการเดินลงเวที ชูวิทย์ถอดไมค์ ผมเดินไปหลังกล้องก็เดินแยกไปไม่คุยกับเค้า ปรากฎว่าเค้าวิ่งตรงเข้ามาต่อยเลยครับ ต่อยหมัดหนึ่งก่อน แล้วค่อยเข้าศอกมาที่ท้ายทอยโดนกกหูจนล้มลงแล้วศีรษะด้านหลังฟาดพื้น เค้าก็เอาเท้ามากระทืบซ้ำที่ขา
เมื่อถามว่าไม่มีใครช่วยเลยหรือ นายวิศาล กล่าวว่า ช่วยครับมีทีมงานช่วยแยก บอกแยกไปก่อน แต่ผมไม่ตอบโต้อยู่แล้ว ไม่ชอบใช้ความรุนแรง อันนี้มันเป็นวิธีการป่าเถื่อน ที่เจ็บตอนนี้ก็กกหู ท้ายทอย ลำตัวก็ระบม หมอตรวจก็พบว่าใต้ผิวหนังมีเลือดออกที่คางแก้มและหู ที่ขาก็มีรอยถลอก พอแยกกันไปก็ไม่รู้ ทีมงานเค้าก็มาขอโทษขอโพย แล้วก็บอกกับว่าเรื่องนี้ตนเป็นกลางที่สุดแล้วแต่นายชูวิทย์พยายามหาเรื่องตลอด อันนี้ทีมงานเค้าพูดเอง และยังตกใจว่าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
เมื่อถามว่าจะมีการยอมความได้หรือไม่ นายวิศาล กล่าวต่อว่า อันนี้เป็นคดีอาญา เป็นการคุกคามสื่อมวลชน ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไปว่ากันที่ศาล
"ชาวบ้านไม่รู้ หน้าที่สื่อเป็นเรื่องที่จะต้องถาม คุณชูวิทย์ เค้าอธิบายกับคนใกล้ชิดว่าคุยหลังกล้อง ทำไมต้องพูดหน้ากล้อง คือที่ผมถามเพราะจะได้มีเรื่องคุยหน้ากล้องเท่านั้นเอง แกกลับไปกลับมา ข้างหน้าข้างหลังไม่เหมือนกัน"
กกต.กทม.บอก ชูวิทย์ ชกหน้า วิศาล ไม่กระทบเลือกตั้ง
นางพิงค์ รุ่งสมัย กรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 8 ได้ก่อเหตุชกต่อยนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ว่า เรื่องนี้ไม่กระทบต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายชูวิทย์ยังสามารถหาเสียงต่อไปได้ตามปกติ เพราะถือเป็นคดีส่วนบุคคล โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและดุลยพินิจของประชาชนว่า ผู้สมัครแต่ละรายมีพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่
เว็บพันธ์ทิพย์โพสต์กระทู้ ชูวิทย์-วิศาล ไฟแล่บ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเว็บบอร์ด พันธ์ทิพย์ดอทคอม ในห้องราชดำเนิน มีการตั้งกระทู้เกี่ยวกับข่าวระหว่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางช่อง 3 โดยส่วนใหญ่ที่ติดตามการสัมภาษณ์ของนายวิศาล ระบุตรงกันว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน จนกระทั่งหวั่นว่าอาจเกิดเหตุชกกันได้ และในที่สุดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ตั้งกระทู้และตอบกระทู้ส่วนใหญ่ เห็นว่าการสัมภาษณ์ของนายวิศาลรุนแรงเกินไป มีการนำข้อมูลที่อยู่หลังเวทีออกมาพูดข้างนอก หรือแม้แต่คำถามที่ระบุว่า จะดูแลคนชั้นกลางที่กินเงินเดือนในกรุงเทพอย่างไร นายชูวิทย์ ก็สวนกันไปด้วยอารมณ์ว่า "ผมสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่นายกฯ" ซึ่งเหล่านักไซเบอร์ มองว่าเป็นการถามตอบที่ล้วนแต่ใช้อารมณ์ทั้งสิ้น
ลีน่าจัง ฝากบอก ชูวิทย์ ควรไปกราบขอโทษ วิศาล
นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 7 กล่าว ว่า รู้สึกตกใจ เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยฉพาะการทำร้ายร่างการสื่อมวลชน ซึ่งผู้ที่จะเป็นผู้นำหรือเป็นพ่อเมืองจะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะตกกระป๋องเ หมือนเช่นนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี
"คุณชูวิทย์เองก็เคยแฉคุณอภิรักษ์หลายครั้ง แต่คุณอภิรักษ์ก็ไม่ได้ตอบโต้เลยสักครั้ง แต่วันนี้พอทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รู้สึกตกใจ และรู้สึกเห็นใจนายวิศาลเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวก็จะเดินทางไปให้กำลังใจนายวิศาลที่ สน.ทองหล่อ และขอฝากไปถึงนายชูวิทย์ให้มากราบขอโทษนายวิศาลด้วย"นางลีนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางลีนา จังได้ลงพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟตลาดศรีเขมา ตรงข้ามวัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน กว่า 400 ครอบครัว ที่ถูกไล่ที่ในสมัยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม พรรคพลังประชาชนหมายเลข10 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านอยู่ด้วยความวิตกกังวล เพราะไม่รู้จะถูกเข้ามาไล่รื้อเมื่อใด หากตนได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.จะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแฟลตให้ชาวบ้านมีที่อยู่ ซึ่งได้มองสถานที่ไว้แล้วอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อประมาณ 15 กิโลเมตร
ประภัสร์ บอก ชูวิทย์ ใจเย็นๆ เชื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเหตุผล
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร(กทม.) หมายเลข 10 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะว่าโตๆ กันแล้ว จึงต้องดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว เพราะเชื่อว่า อยู่ๆ คน 2 คนจะชกต่อยกันเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ ตนจบกฎหมาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุและผลเสมอ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เสียหายหรือไม่ นายประภัสร์ กล่าวว่า หากประชาชนศึกษาข้อมูลอย่างแท้จริง รับฟังทั้งสองฝ่าย โดยใช้ดุลยพินิจ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การฟังเพียงเขาเล่าว่า ก็จะสามารถตัดสินใจได้ ต้องมองว่าสาเหตุคืออะไร ไม่ใช่ไปด่วนตัดสินใจ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าการลงสมัครของนายประภัสร์และนายชูวิทย์ จะตัดคะแนนเสียงกันเอง เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น คะแนนจะเทมาทางนายประภัสร์หรือไม่ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนจะพิจารณาผู้สมัครทุกคน ทุกตัวเลือก ทั้งนี้ นายประภัสร์ยังฝากถึงนายชูวิทย์ ว่า "ชูวิทย์ใจเย็นๆ" และว่า ไม่เคยรู้จักนายชูวิทย์มาก่อน จึงไม่รู้จักนิสัยใจคอนายชูวิทย์ จึงไม่อยากวิจารณ์อะไร
ดร.แดน เห็นใจสื่อ พร้อมให้กำลังใจ ชูวิทย์ วอนอดทนอีกหน่อย
นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 8 ได้ก่อเหตุชกต่อยนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ว่า จริงๆ แล้วไม่อยากพูด เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่รู้สึกเห็นใจทุกฝ่าย เพราะทุกคนก็มีข้อจำกัด อยากบอกว่าเราอาสามาดูกรุงเทพฯ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องการแข่งขันมากเกินไป อยากให้มองในแง่การสร้างสรรค์เชิงนโยบายมากกว่า อย่างไรก็ตาม เห็นว่าทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง สื่อก็ต้องถามความเห็นหรือขอข้อมูลตามหน้าที่สื่อ ก็เห็นใจสื่อเช่นกัน ส่วนนายชูวิทย์นั้น เชื่อว่ามีแรงกดดันสูงอยู่แล้ว เพราะออกหาเสียงมาโดยตลอด ไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะตอนนี้มีขัดแย้งมากอยู่แล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนจะมองภาพลักษณ์นายชูวิทย์ในแง่ไหน นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เดาใจประชาชนไม่ออก แต่คิดว่าเรื่องดังกล่าวสามารถคุยกันด้วยเหตุผลได้ แม้บางทีเราอาจจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า คิดว่าประชาชนจะเทคะแนนให้นายเกรียงศักดิ์ หรือไม่ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ไม่เคยแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองตลอด ลงพื้นที่หาเสียง 11 เดือนแล้ว ไม่เคยมองใครเป็นศัตรู ทั้งนี้ อยากให้กำลังใจนายชูวิทย์ อยากให้อดทนหน่อย ก็เห็นใจ เพราะเห็นว่านายชูวิทย์เครียด
กิตติ บอก ชูวิทย์ ไม่พอใจ วิศาล
ด้านนายกิตติ สิงหาปัด พิธีกรรายการ ข่าวสามมิติ ทางช่อง 3 ซึ่งเคยร่วมงานกับวิศาล ดิลกวณิช ที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีก่อนหน้านี้ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ได้มาถึงสถานีแล้ว และทราบเรื่องจากมีผู้ร่วมงานวิ่งมาตาม พอไปถึงเหตุวุ่นวายก็จบแล้ว ทราบว่านายชูวิทย์ ไม่พอใจวิศาล เหตุจากที่มีการพูดคุยกันก่อนเข้ารายการข่าว ซึ่งเป็นการคุยเป็นแนวทางสร้างความเข้าใจ แต่เมื่อมีการสัมภาษณ์สดผ่านจอทีวี นายชูวิทย์ก็แจ้งว่า ที่พูดคุยกันไม่ใช่เรื่องนี้ และได้ต่อว่านายวิศาลว่าไม่มีจรรยาบรรณ ภายหลังจบการสัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็ได้กระโดดต่อยวิศาล และใช้เท้าเหยียบซ้ำ จนมีทีมงานเข้าห้ามและแยก ซึ่งนายชูวิทย์ก็ยอมรับว่าเขาทำ เพราะทนไม่ไหว พร้อมกับบอกว่ายอมที่จะเสียค่าปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่าง กาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อมูลจาก มติชน
