(2ต.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ระบุว่า ส.ส.ควรมี 400 คน และให้มีศาลเลือกตั้งว่า อย่าเพิ่งลงลึกรายละเอียดเพราะจะมีความเห็นหลากหลาย ข้อห่วงใยหลักของการเมือง ยังเป็นเรื่องที่ต้องมาแสดงจุดร่วมของสังคมก่อน หากรีบไปคุยในเรื่องที่มีความเห็นที่แตกต่างกันจะทำให้บ้านเมืองหยุดอยู่กับที่ เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หารือ 4 ฝ่าย ระหว่างนายกรัฐมนตรี ประธานสภา ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้าน ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ เวลา 14.00 น.ก็ควรต้องหารือกันผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ตนเห็นว่าจุดหลักที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการปฏิรูปการเมือง น่าจะเป็นจุดที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน ว่าถ้าจะสนับสนุนแล้วใครจะทำอะไร ทำอย่างไร รายละเอียดค่อยไปคุยหลังจากนั้น และต้องเป็นกระบวนการประชาชนมีส่วนร่วม รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายไม่ใช่แค่นักการเมืองที่มีส่วนร่วม และก่อนไปตั้งส.ส.ร. 3 ก็คงต้องช่วยกันดูอย่างรัดกุมว่าที่มามาอย่างไรและกระบวนการจะโปร่งใสหรือไม่ เพราะข้อเสนอทั้งหมดที่จะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คือเพื่อปฏิรูปไม่มีการมาแก้ไขเพื่อตัวเอง
จะต้องมีการคุยกันด้วยเพราะขณะนี้ไม่มีใครมาสามารถผูกขาดความคิดว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือจะแก้ไขด้วยวิธีใด ไม่ว่าจะเป็นอธิการบดีสนนท.รัฐบาลฝ่ายค้าน พันธมิตร นปก. หรือใครก็ตาม ไม่ควรมีใครผูกขาดควรจะมาแสวงขุดร่วมและทำงานอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความจริงใจ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ตนไม่ปฏิเสธแนวทางใดทั้งสิ้นแต่เป้าหมายสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เราหลุดพ้นจากความขัดแย้งและการเมืองดีขึ้นนายอภิสิทธิ์
สำหรับกรณีที่มีข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าไปไกลแล้ว เพราะรายละเอียดมีมากถ้าเราหยิบมาเป็นสาระสำคัญ แล้วคิดว่ามีเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก้ไข มันไม่ใช่ และอยากตั้งข้อสังเกตไปด้วยว่า ระบบนี้มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ปัญหาหลายอย่างที่เป็นที่มาของความขัดแย้งในขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาระบบ เท่ากับปัญหาพฤติกรรม ฉะนั้น ถ้าเราแก้แต่ระบบ แต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยน ตนก็ไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว
สมมุติบอกว่า เลือกนายกฯโดยตรง แล้วเกิดได้นายกฯที่ลุแก่อำนาจ เราจะทำอย่างไร ถ้าระบบเลือกตั้งบอกเปลี่ยน แต่คนที่ชนะการเลือกตั้ง มาโดยวิธีการไม่ถูกต้อง ก็ไม่ได้แก้อะไร จะแยกฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ ถ้าฝ่ายบริหารไม่ยอมรับผิดชอบต่อประชาชนเลยไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็ไม่ได้แก้ปัญหาอีก ดังนั้นระบบจึงเป็นยังส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมยังมองไม่เห็นว่ามีการแก้ที่ระบบจุดไหน แล้วเราจะสามารถมั่นใจได้ว่าปัญหาต่างๆที่เราเผชิญอยู่จะไม่เกิดขึ้นอีก ปัญหาพฤติกรรมก็ยังต้องแก้ต่อเนื่อง นายอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าการปฏิรูปการเมืองไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องการปฏิรูปเป็นความคาดหวังของคนจำนวนไม่น้อย หากถามว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เสร็จเร็วหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าอย่างไรก็ไม่เร็ว แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การปฏิรูปการเมืองจะมองว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับว่า ต้องคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนแน่นอน แต่ถ้าคิดว่าสามารถคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้โดยไม่ต้องปฏิรูปการเมือง ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ตนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อเสนอใดที่เป็นรูปธรรมกับการที่จะหาจุดร่วมในการปฏิรูปการเมืองมาเป็นตัวเริ่มต้นในการคลี่คลายวิกฤต
สำหรับกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จะถือเป็นนิมิตหมายในการคลี่คลายปัญหาการเมืองหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า การเข้าหารือผู้ใหญ่ของบ้านเมืองถือเป็นสิ่งที่ดีและเชื่อว่า พล.อ.เปรมน่าจะมีคำแนะนำดี ๆ ที่นายกฯพูด แต่สำคัญอยู่ที่ว่าทำตามที่พล.อ.เปรมแนะนำหรือไม่ และสิ่งที่อยากเตือนนายกรัฐมนตรีไว้คือ ความยอมรับในตัวนายกรัฐมนตรีในเรื่องของบุคลิกความอ่อนน้อมภายนอกก็ดี หรือการไปพบปะบุคคลต่าง ๆ ก็ดี ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา และนับวันตอนนี้ จะต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ
ผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ ในขณะที่บุคลิกการแสดงออกเป็นเรื่องของการสมานฉันท์ แต่การกระทำที่จะช่วยลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ยังไม่มีสัญญาณ ก็คงจะต้องพิสูจน์จากเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ตกลงว่าจะเอาส.ส.ร.หรือจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหวังลดมาตรา 237 มาตรา 309 เรื่องสื่อของรัฐจะว่าอย่างไร ยังปล่อยให้เป็นที่ปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง ความแตกแยก ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอยู่หรือเปล่า ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ส่วนที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี จะเปิดโต๊ะเจรจากับพันธมิตร คิดว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาลงได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พูดคุยกันดีกว่าเผชิญหน้ากันและจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ อยู่ที่สาเหตุของการชุมนุมมากกว่า
รายการคม ชัด ลึกตอน- 11 มาตรการฝ่าวิกฤติการเงิน วิกฤติโลก
จากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐและลุกลามต่อเนื่องไปยังอีกหลายประเทศ ซึ่งสถาบันการเงินในเมืองไทยก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกรณีที่มีสถาบันการเงินต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
