นายวิศาล ดิลกวณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องเนชั่น เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมนัดคุณชูวิทย์ มาสัมภาษณ์นโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก่อนหน้านี ก็สัมภาษณ์ทุกคนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายประภัสร์ จงสงวน นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) และคิวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็นัดวันนี้ และก่อนสัมภาษณ์ก็เจอนายชูวิทย์ ก่อนขึ้นรายการประมาณ 20-30 นาที ตนก็ถามว่านโยบายที่จะพรีเซนต์ (นำเสนอ) ประชาชนมีเรื่องอะไรบ้าง คือถ้าพูดแล้วเวลามันมีแค่ 45 นาที ให้ชาวบ้านฟังจะมีประโยชน์มากที่สุด มีเรื่องปากท้อง จราจรอะไรก็ว่ามา นโยบายเด่นๆ คืออะไรคุณชูวิทย์ตั้งแต่ยังไม่เข้ารายการก็ตอบแบบค่อนข้างมีอารมณ์บอกว่า ผมไม่พูดนโยบาย ใครๆ มันก็พูดนโยบาย ตัวเค้าจะพูดเรื่องการตรวจสอบว่าทำไม 4 ปี การจราจร บีอาร์ทียังไม่เสร็จ เรื่องโรงเชิดสัตว์ทำไมยังไม่เรียบร้อย เราก็โอ.เค.ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะถามประมาณนี้ แต่เค้าก่อนเข้ารายการก็อารมณ์เลือดร้อนมาก่อนแล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าไปเอาอารมณ์ร้อนนี้มาจากไหน จากหาเสียงหรือไม่ แต่สภาพเค้าร้อนมาก่อนแล้ว
นายวิศาล กล่าวต่อว่า ทีนี้พอก่อนเข้ารายการตนก็ถามเค้าว่า ป้ายหาเสียงที่เป็นรูปส่องกล้องทางไกลแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด พอมาตอนหลังเป็นภาพแบบกอดอกยืนอย่างสุขุม ตนก็เลยถามว่าทำไมภาพมันเปลี่ยนไป ทำไมเป็นอย่างนี้ แกก็บอกว่าอ๋อต้องปรับภาพลักษณ์ มาสู้กับคุณอภิรักษ์ ก็ประมาณนี้ ก็ไม่มีอะไร
สักพักก็เข้ารายการผมก็ถามเลยว่า เมื่อเช้าคุณชูวิทย์ ไปยื่นป.ป.ช.สอบคุณอภิรักษ์ ไปยื่นทำไม เป้าหมายเพื่ออะไร ทำไมก่อนหน้านี้ไม่สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำไมไม่ยื่น ทำไมมายื่นตอนนี้ เค้าก็ตอบว่าผมไปยื่นก็เพราะว่าถ้าก่อนหน้านี้ไปยื่นก็ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ผมไปสมัครผมก็ไปยื่น จากนั้นเค้าก็ตอบหลายเรื่อง แต่เวลาที่เค้าตอบเค้ามักใช้คำพูดและน้ำเสียงที่ฟังไม่ค่อยออก ฟังไม่ค่อยทัน และคำพูดเนี่ยยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าประเด็นว่าจะให้อะไรกับประชาชน ผมก็พยายามจะสโคปลงมา ว่านโยบายที่จะถาม จะให้ประชาชนน่ะ คืออะไร ถ้าใครได้ดูรายการจะรู้ว่า ปากท้องเป็นไง คือแกก็จะพยายามย้อนกวนประสาทผม คือแทนที่แกจะตอบนโยบายเหมือนผู้สมัครรายอื่น จะทำอะไรให้ประชาชนเรื่องปากท้องหรือการจราจรก็บอกมา แต่แกก็พยายามดิสเครดิตผมเวลาออกอากาศ
เมื่อถามว่าแต่ได้ถามเรื่องนโยบายด้วยใช่หรือไม่ นายวิศาล กล่าวว่า ครับได้ถาม คือพอถึงเวลาเข้ารายการตนก็บอกว่าวันนี้คุณชูวิทย์บอกจะไม่พูดเรื่องนโยบายแต่จะพูดเรื่องตรวจสอบ แต่คุณชูวิทย์ก็มาบอกว่าผมจะพูดเรื่องนโยบาย แกก็เปลี่ยนอีก ตนก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นนโยบายมีอะไรว่ามา แกก็เลยพูดมา คือตนได้พยายามพูดให้เค้าได้ประโยชน์มากที่สุด เวลาไปหาเสียงชาวบ้านจะได้เข้าใจว่านโยบายของเค้าเป็นอย่างไร เหมือนกับที่สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้
แต่ท่าทีเค้าเหมือนระเบิดอารมณ์ กวนประสาทตลอดเวลา ซึ่งผมก็ต้องคุมประเด็น บางทีคุณชูวิทย์ไปพูดพาดพิงคนอื่นแล้วถ้าเกิดล่อแหลมต่อการถูกหมิ่นประมาทฟ้องร้อง มันก็ต้องระวังใช่ไหมครับ เพราะมันช่วงเลือกตั้ง จนกระทั่งมาถึงช่วงคำถามสุดท้าย ผมก็ถามเรื่องป้ายที่บอกว่าตอนแรกหน้านิ่ว จนมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ แกก็กวนประสาทผมอีก แกก็ถามผมว่าเอ๊ะ! ทำไมคุณถามอย่างนี้ ทำไมคุณไม่ถามอีกเรื่องหนึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจว่าคำถามง่ายๆ แกก็แค่ตอบมา แค่ปรับกลยุทธ์สู้คนอภิรักษ์ก็ตอบมา ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผู้สมัครคนอื่นก็ปรับป้ายกันทั้งนั้น
เมื่อถามว่ายืนยันว่าไม่ได้มีการถามที่กวนอารมณ์หรือยียวนก่อนหรือไม่ นายวิศาล กล่าวว่า คืออย่างนี้นายชูวิทย์กวนอารมณ์ตั้งแต่ก่อนเข้ารายการ หน้าที่ผมก็คือต้องควบคุมรายการและเนื้อหา ถ้าเค้ากวนมา ตนก็ต้องควบคุม คือจะนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยปล่อยให้เค้าพูดอะไรไปก็ได้อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเค้าพูดอะไรพาดพิงหรือหมิ่นประมาทมันก็โดนฟ้อง เราเป็นสื่อมวลชนเราก็ต้องระมัดระวัง ต้องไม่ให้ไปพาดพิงคนที่ 2 หรือ 3
แกไม่ตอบแบบตรงประเด็น แกตอบแบบอ้อมไปอ้อมมา แกก็มาย้อนผมบ่อยๆ ผมก็ต้องจี้บางประเด็นว่ามันคืออะไร มันก็เลยออกแนวมีปะทะคารมกันบ้าง แต่มันก็อยู่ในประเด็นนะผมก็พยายามคุมประเด็น
เมื่อถามว่าแล้วเรื่องชกต่อยเริ่มขึ้นตอนไหน นายวิศาล กล่าวว่า พอลารายการเสร็จปั๊บผมเดินลงเวที ชูวิทย์ถอดไมค์ ผมเดินไปหลังกล้องก็เดินแยกไปไม่คุยกับเค้า ปรากฎว่าเค้าวิ่งตรงเข้ามาต่อยเลยครับ ต่อยหมัดหนึ่งก่อน แล้วค่อยเข้าศอกมาที่ท้ายทอยโดนกกหู ตนล้มลงแล้วศีรษะด้านหลังฟาดพื้น เค้าก็เอาเท้ามากระทืบซ้ำที่ขา
เมื่อถามว่าไม่มีใครช่วยเลยหรือ นายวิศาล กล่าวว่า ช่วยครับมีทีมงานช่วยแยก บอกแยกไปก่อน แต่ผมไม่ตอบโต้อยู่แล้ว ไม่ชอบใช้ความรุนแรง อันนี้มันเป็นวิธีการป่าเถื่อน ที่เจ็บตอนนี้ก็กกหู ท้ายทอย ลำตัวก็ระบม หมอตรวจก็พบว่าใต้ผิวหนังมีเลือดออกที่คางแก้มและหู ที่ขาก็มีรอยถลอก พอแยกกันไปก็ไม่รู้ ทีมงานเค้าก็มาขอโทษขอโพย แล้วก็บอกกับว่าเรื่องนี้ตนเป็นกลางที่สุดแล้วแต่นายชูวิทย์พยายามหาเรื่องตลอด อันนี้ทีมงานเค้าพูดเอง และยังตกใจว่าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
เมื่อถามว่าจะมีการยอมความได้หรือไม่ นายวิศาล กล่าวต่อว่า อันนี้เป็นคดีอาญา เป็นการคุกคามสื่อมวลชน ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไปว่ากันที่ศาล
นักการเมืองอย่างหนึ่งข้างหน้าอย่างหนึ่งมันไม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้ หน้าที่สื่อเป็นเรื่องที่จะต้องถาม คุณชูวิทย์ เค้าอธิบายกับคนใกล้ชิดว่าคุยหลังกล้อง ทำไมต้องพูดหน้ากล้อง คือที่ผมถามเพราะจะได้มีเรื่องคุยหน้ากล้องเท่านั้นเอง แกกลับไปกลับมา ข้างหน้าข้างหลังไม่เหมือนกัน
นายวิศาล กล่าวถึงบทเรียนในเรื่องนี้ว่า คิดว่าประชาชนต้องใช้ดุลพินิจ ตนเป็นสื่อ มีหน้าที่ถามให้ประชาชน ถ้าฉลาดก็ควรตอบให้ประชาชนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชวนทะเลาะหาเรื่อง ประชาชนต้องคิดว่าตัวตนที่ปรากฎข้างหน้าข้างหลังใช่คนเดียวกันหรือไม่
ข้อมูลจาก มติชน
