หนึ่งชีวิตที่ สังเวย ต่อเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ของกลางดึกวันที่ 2 กันยายนจนทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำเป็นต้อง เข็น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปี 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
เพื่อยับยั้งปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติที่จ้องจะ ฟาดฟัน กันให้ย่อยยับไปคนละข้าง
โดยแต่งตั้งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผบ.ควบคุมการคลี่คลายสถานการณ์ และมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรอง ผบ.ควบคุมการคลี่คลายสถานการณ์
นั่นคือหน้าฉากที่แสดงต่อสาธารณะ !
เบื้องหลังการถ่ายทำนั้นเต็มไปด้วยการขบเหลี่ยมซ่อนปม
เริ่มจากการอุบัติขึ้นครั้งใหม่ของ นปก. ที่แปรขบวนเป็น นปช.
รวดเร็วและเร่งร้อน กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าปะทะ และเมื่อปะทะแล้วก็รีบเก็บข้าวเก็บของกลับ ราวกับว่า ปิดจ็อบ สำเร็จ
ราวกับรู้ว่า เลือดตกนองพื้นเมื่อไร การเปลี่ยนแปลง ก็จะเริ่มขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ถ้าหากมีคนตาย เสียเลือดเสียเนื้อแล้ว รัฐบาลก็ชอบธรรมที่จะประกาศภาวะฉุกเฉิน
จากนั้น มอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผู้บัญชาการควบคุมเหตุการณ์
เพราะคือผู้ที่คุมกำลังทหาร และเป็นภัยคุกคามรัฐบาลมากที่สุด
ต้องขี่ให้ได้ เอาให้อยู่
สำหรับรัฐบาลสถานการณ์เวลานั้น ในเกมที่เรียกว่า เพาเวอร์ เพลย์ ยังไม่ถือว่าเสียเปรียบ
เพราะยังมีไพ่ใบสุดท้ายที่จะจัดการกับ ผู้บัญชาการทหารบก ในกรณีที่ แข็งขืน
ปลดทิ้งแล้วตั้งคนของตัวขึ้นใหม่ ซึ่งมีหลายคนพร้อมเสียบอยู่แล้ว
ช็อตต่อมา ที่ทำให้ยังคิดต่อได้ก็คือ รัฐประหารตัวเอง
ถ้าถึงขั้นนี้ ก็เท่ากับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น หรือกำลังจะเกิดขึ้น ต้องล้มกระดานไปเริ่มใหม่
รวมทั้งคดี ยุบพรรค-คดีนายใหญ่
ล็อกกันมาอย่างนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ ผบ.ควบคุมคลี่คลายสถานการณ์
แต่ใครก็รู้ว่า คนระดับ ผู้บัญชาการทหารบก นั้น ไม่ใช่ธรรมดา
ใครก็รู้ว่า ทั้งประเทศอนุญาตให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ได้เพียงคราวละ 1 คน
เมื่อรับเข้ามาเป็น ผู้บัญชาการควบคุมคลี่คลายสถานการณ์ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ฉายให้เห็นว่า รู้ และ ทัน กับเกม เพาเวอร์ เพลย์
ถ้อยแถลงของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นแนวทางของคณะกรรมการฯ น่าจะสร้างความมึนงงให้แก่ มาสเตอร์ มายด์ ที่ชักใยให้เกิดความรุนแรง
ยึดหลักประชาธิปไตย ยืนกรานที่จะเป็นกรรมการกลางห้ามทัพ นปช. และกลุ่มพันธมิตร โดยโยนภาระการคลี่คลายการชุมนุมไปให้รัฐบาล และรัฐสภา กลายเป็นสิ่งที่น่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย
ซ้ำยังย้ำคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ทหารยืนเคียงข้างประชาชน ไม่มีวันทำร้ายประชาชน
การเมืองจะต้องแก้ด้วยการเมือง
ถามว่านั่นคือแนวทางที่ควรจะเป็นหรือไม่
ก็ต้องตอบว่า นี่แหละที่ควรจะเป็น เพียงแต่ต้นตอของปัญหายังไม่ได้รับการคลี่คลาย
การปฏิเสธอำนาจรัฐยังคงลุกลามกว้างขวาง
แต่ผู้บริหารรัฐยังคิดว่าตนเองยังทรงพลังเต็มเปี่ยม ทั้งที่ไม่อาจคลี่คลายการปฏิเสธอำนาจที่ชุมนุมร่วมกันนานกว่า 100 วันไปได้
ถามว่า ลำพังอำนาจของ ผู้บัญชการควบคุมคลี่คลายสถานการณ์ สามารถจัดการตรงนี้ได้หรือไม่
หรือต้องหันไปพึ่งบริการ อำนาจนอกระบบ เหมือนที่เคยเป็นมา
พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
นายทหารที่เหลืออายุราชการเพียง 1 เดือนเหล่านี้ยังพอมีกำลังพลิกผันบ้านเมืองได้หรือไม่
ในวันที่สถานการณ์พลิกกลับ ก็ขึ้นอยู่กับ มาสเตอร์ มายด์ แล้วละว่าจะกล้าฮึดอีกรอบหรือไม่
ทีมข่าวความมั่นคง
ตำรวจ...หายไปไหนนองเลือด...พธม.-นปช.
ข่าวการเคลื่อนทัพของ นปช. ตำรวจล่วงรู้มาตลอด โดยวิทยุรายงานด่วนมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วว่า นปช.จะเคลื่อนตัวประชิดกลุ่มพันธมิตร
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
