นักลงทุน คนต่างชาติต่างวิตก เหตุกฎหมายฉุกเฉินซ้ำเติม คิดว่าเกิดจลาจลคุมไม่อยู่ ทำความเชื่อมั่นดิ่งสุดๆ เร่งกระทรวงเศรษฐกิจ เฝ้าระวังแห่ตุนสินค้า ราคาน้ำมันขึ้น ต่างชาติมองเกิดจลาจลคุมไม่อยู่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า การประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงอยู่แล้ว แย่ลงไปอีก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอาจทำให้ต่างชาติเข้าใจได้ว่าเกิดจลาจล รัฐบาลคุมไม่ได้เป็นผลเสียตอ่ประเทศ ดังนั้น ถ้าเหตุการณ์สงบแล้วควรจะรีบยกเลิกการประกาศใช้โดยเร็วที่สุด แล้วเร่งหาทางออกโดยให้อยู่บนจุดยืน 3 ข้อที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอไป โดยเฉพาะไม่ควรใช้ความรุนแรงย เพราะข่าวออกไปทั่วโลก การหาทางออกเป็นเรื่องของภาคการเมือง รัฐบาลที่จะต้องตัดสินใจ แต่เอกชนไม่อยากให้มีการประกาศเคอร์ฟิวหรือเกิดการปฏิวัติ ไม่เช่นนั้นทำให้การลงทุนชะลอลงไปอีก
โดยเฉพาะห่วงสมาชิก ส.อ.ท. ภาคเอกชนที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดท่าเรือ เพราะหากส่งสินค้าออกไปไม่ทันตามกำหนดจะกระทบเครดิตของผู้ส่งออก ลูกค้าอาจจะย้ายออเดอร์ได้ ซึ่งสินค้ากลุ่มที่น่าเป็นห่วงมาก คือกลุ่มอาหาร เพราะมีเรื่องของความสดใหม่ ต้องส่งให้ทันตามเวลา และสินค้ากลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากเป็นสินค้าแฟชั่นหากส่งไม่ทัน สินค้าอาจจะตกเทรนด์ได้ นอกจากนี้การประท้วงโดยการปิดท่าเรือ อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อหายไป ขณะที่การย้ายท่าเรือไปใช้ท่าเรือของเอกชน ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นท่าเรือขนาดเล็ก มีไม่เพียงพอ นายสันติกล่าว
ด้านพงษ์ศักดิ์ อัสสกุลรองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า ว่า ตอนนี้ทุกคนมือแปดด้าน ไม่รู้ว่าทางออกของเหตุการณ์จะยุติเมื่อไหร่ ยิ่งสถานการณ์ความรุนแรงออกสู่สายตาต่างชาตินานเท่าไหร่ จะซ้ำเติมระบบการค้าและเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่ลงไปอีก การค้าในระยะยาวอาจได้รับผลกระทบทันที และลากยาวไป 2-3 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย อย่างผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับภาคการลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยวย หากท่าทีของเครือข่ายรัฐวิสาหกิจ หากมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือมีการปะทะ หอการค้าคงต้องเรียกหารือและขอความร่วมมือหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย เป็นกระบอกเสียงว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย และไม่กระทบต่อการค้าปกติย การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หวั่นว่าต่างชาติจะไม่เข้าใจจนลามเป็นการหยุดชะงักต่อการค้าระหว่างประเทศ และการเดินทางเข้าเจรจาการค้าในไทย ซึ่งปัญหาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ที่การปฏิบัติอย่างไร ไม่ให้ยิ่งเพิ่มความรุนแรงหรือเกิดการปะทะเป็นวงกว้าง เอกชนไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง และร้องขอให้รัฐบาลหาทางออกที่ยุติเหตุการณ์ร้ายแรงโดยเร็วที่สุด
นักธุรกิจต่างชาติหวั่นความปลอดภัย
นายนานเดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮย ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย (JFCCT) กล่าวว่าย เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในไทย กำลังเกิดคำถามความไม่แน่นอนทางการเมืองจากนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในไทย ว่าไทยมีความปลอดภัยเพียงใด และเริ่มลังเลเดินทางมาไทยแล้ว และต้องการเห็นสถานการณ์ที่คาดเดาได้ เพราะประเมินได้ถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย ซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกลับเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเรื่องของความมีเสถียรภาพและสิ่งที่คาดเดาได้ ทำให้ต่างชาติเกิดคำถามกับไทยมากขึ้นตามมา กรณีประกาศภาวะฉุกเฉินยิ่งย้ำถึงความวุ่นวายของสถานการณ์ และการเมืองที่ไม่แน่นอนจะเป็นปัจจัยลบต่อการตัดสินใจลงทุนในไทย แต่โดยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนกกับการประกาศภาวะฉุกเฉินยังพิจารณาแผนการลงทุนในไทยต่อไปย ตนอยู่เมืองไทยมากว่า 20 ปี เข้าในสถานการณ์ดี และมองว่ายังไม่รุนแรงย แต่ก็ยังหวังว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินจะยกเลิกโดยเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ และสังคมไทยจะได้หาทางออกในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
นายมูเนโนริ ยามาดะย ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกประกาศเตือนชาวญี่ปุ่นและนักธุรกิจให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหา แต่ไม่ได้แนะนำให้ระงับการเดินทางมาไทย และเชื่อว่าไทยจะสามารถหาทางออกทางการเมืองได้โดยเร็วเพื่อยุติความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ มีบางบริษัทที่มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์จึงแนะนำให้พนักงานหลีกเลี่ยงการออกไปนอกออฟฟิศหากไม่จำเป็น และมีบางบริษัทกำลังพิจารณาระงับการเดินทางทางธุรกิจ
ภาวะฉุกเฉินกดดันบาทอ่อน
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพการเงิน ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทอ่อนลงในทันทีและผันผวนมาก ซึ่งถือเป็นความโชคร้ายของประเทศ เพราะขณะนี้มีปัจจัยภายนอกที่แย่อยู่แล้ว แต่ยังมีปัจจัยในประเทศมาซ้ำเติมด้วย ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงของการชุมนุมจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นกับว่า เหตุการณ์ยืดเยื้อแค่ไหนและจบลงอย่างไร หากสถานการณ์ยุติได้รวดเร็วและไม่มีเหตุการณ์รุนแรงจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ผ่านมา ได้หยิบยกประเด็นการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลมาหารือด้วย เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่น
คลังเชื่อเหตุรุนแรงไม่กระทบลงทุน
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการให้ทุกอย่างคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2551 คาดว่าทุกอย่างไม่รุนแรงจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนและโครงการสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาคการลงทุนหรือไม่ นายศุภรัตน์กล่าวว่า เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อนักลงทุน เพราะโดยปกตินักลงทุนจะมองประเทศไทยในระยะยาว ไม่ได้มองไปที่จุดไหนเป็นพิเศษ ดังนั้น ถ้ามองแบบให้สถานการณ์คลี่คลายผลที่ออกมาจะเป็นบวก แต่ถ้ามองให้ลบมันก็จะกระทบกับความเชื่อมั่น แต่ยืนยันว่ายังเชื่อมั่นศักยภาพของเศรษฐกิจไทยว่ายังมีสมรรถนะที่ดี
พูนภิรมย์กำชับอย่าให้พลังงานขาดแคลน
วันเดียวกัน พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประชุมผู้บริหารกระทรวง เพื่อหาแนวทางรองรับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน
ภายหลังการประชุม นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์กำชับให้ติดตามสถานการณ์และดูแลไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนด้านพลังงาน หรือเกิดภาวะขาดแคลน โดยในส่วนของก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ขนส่งด้วยรถไฟ ได้มอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขนส่งด้วยรถยนต์แทน ในกรณีการชุมนุมของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยืดเยื้อจนขนส่งไม่ได้ และได้มีการประสานงานกับผู้ค้ามาตรา 7 รายอื่นๆ ให้สามารถใช้คลังจ่ายก๊าซฯ เพื่อขนส่งได้ทั่วประเทศ เพราะขณะนี้การขนส่งก๊าซฯไปให้เอกชนนั้น การขนส่งหลักมาจากคลังบ้านโรงโป๊ะ จ.ชลบุรี ซึ่งป็นคลังของ ปตท.ที่มีเพียง 4-5 หัวจ่าย อาจไม่เพียงพอ จึงต้องใช้คลังของเอกชนที่กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ร่วมจ่ายก๊าซฯด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ ปตท.มีรายจ่ายเพิ่มจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายทดแทนให้
ดัชนีหุ้นดิ่ง15จุด
สำหรับ ภาวการณ์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน ว่า ดัชนีเปิดตลาดที่ระดับ 661.67 ลดลงทันที 13.55 จุด รับข่าวการประกาศใช้ พ.ร.ก.ภาวะฉุกเฉินของรัฐบาล และแกว่งตัวในแดนลบตลอดวัน โดยปรับลดลงต่ำสุดที่ระดับ 655.62 ลดลง 19.60 จุด จากนั้นดัชนีเริ่มขยับขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 659.51 ปรับลดลง 15.71 จุด หรือ 2.33% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 12,607.63 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 3,396.11 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,315.95 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 4,716.06 ล้านบาท
ตลท.พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน-นักลงทุนตื่นสถานการณ์
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.จะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์เตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือ โดยได้ปรึกษานายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการ ตลท. อาจจะต้องมีความจำเป็นเรียกประชุมด่วน หากมีเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนก ทำให้สมาชิกไม่สามารถเข้าทำงานหรือส่งคำสั่งซื้อ-ขายเข้ามาได้
นางภัทรียากล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งที่เกิดการปฏิวัติหรือการประกาศมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเป็นที่สิ่งนักลงทุนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ดัชนีตลาดจึงปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงแรก แต่ปัญหาทางการเมืองนี้นักลงทุนรับทราบมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ยังมีความกังวลทั้งนักลงทุนในประเทศ และต่างประเทศ ส่วนมากจึงชะลอการเข้าลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ แต่ยังไม่มีการตื่นตกใจในระดับที่ผิดปกติ
ทั้งนี้ ตลท.ยังยืนยันที่จะจัดงาน ไทยแลนด์ โฟกัส ในระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน นี้
ก.พาณิชย์ทำแผนแก้ภาวะสินค้าป่วน
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้จัดเตรียมแผนรองรับสถานการณ์สินค้าในกรณีที่เกิดภาวะไม่ปกติ ซึ่งผู้ประกอบการและประชาชนอาจมีการแห่กักตุนสินค้า หรือมีพฤติกรรมฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า จนทำให้ภาวะตลาดสินค้าปั่นป่วน จะมีการใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ เพื่อกำหนดเวลา สถานที่ และโควต้าในการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในการเพิ่มการสำรองสต๊อคสินค้า หรือปันส่วนผู้ที่มีสต๊อคสินค้ามากให้กับรายไม่เพียงพอ หรือถ้าสถานการณ์เข้าขั้นรุนแรงมาก อาจห้ามไม่ให้มีการส่งออกสินค้าชนิดที่มีปัญหาได้ และให้ดูแลความเพียงพอกับสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประวันของประชาชน เช่น ข้าว นม อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะ น้ำมันพืช ผงชูรส ปูนซีเมนต์ เหล็ก สี ยางรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์สินค้ายังอยู่ในภาวะปกติ เท่าที่ตรวจสอบยังไม่ได้รับการร้องเรียนเข้ามา แต่ต้องเตรียมแผนรองรับไว้ก่อน
นักวิชาการเร่งสภาผ่านงบฯฒ52
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวุ่นวายอย่างไร อยากให้รัฐบาลและรัฐสภาผ่านการพิจารณางบประมาณปี 2552 วงเงิน 1.83 ล้านบาทก่อน เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าและคงความมั่นคงในระยะยาว ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการจ้างงาน โครงการลงทุน และความเชื่อมั่นที่จะหยุดชะงักไปถึงปี 2552ย การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย่อมกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยตรง จากการยกเลิกท่องเที่ยวไทยจนกว่าจะมั่นใจสถานการณ์ กระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดตราสาร และถอนการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นให้ลากยาวออกไปอีก ที่ต้องดูคือผลกระทบจากค่าบาทอ่อนและการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจไม่ถึง 5% อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้
ท่าเรือหยุดงานฉุดการค้ารุนแรง
สำหรับผลกระทบจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ประกาศหยุดงานในวันที่ 3 กันยายนนี้ โดยเฉพาะในส่วนการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันต่อภาคการส่งออกและนำเข้าของไทย
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หากการหยุดงานของการท่าเรือกรุงเทพฯเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การเสียโอกาสทางการค้าของไทยอย่างรุนแรง รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาส่งออกและการท่องเที่ยว เชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม 2551 คงทำลายสถิติเลวร้ายสุดในทุกด้าน เหตุการณ์ใน 1-2 วันนี้ไม่คลี่คลาย การส่งออกจะเสียหายได้เป็นหลายพันล้านบาท เพราะสินค้าตกค้าง ต่างชาติขอทบทวนสัญญาซื้อล่วงหน้า และเสียเปรียบต่อการเจรจาต่อรองด้านราคามากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องลดราวาศอก เห็นด้วยกับการ
ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ตามกติกาประชาธิปไตย
ห่วงยืดเยื้อการค้า-ส่งออกหดตัว30%
ด้านผู้ส่งออกบางรายกำลังหารือเพื่อเสนอให้หอการค้าไทย แสดงจุดยืนและร้องขอให้ทหารเข้ามาดูแลความสงบในบ้านเมือง เพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลไม่อาจดูแลความสงบภายในประเทศได้ พร้อมเสนอให้ประกาศยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที เพราะนักธุรกิจต่างชาติได้ยกเลิกการนัดหมายเข้าเจรจาในไทยแล้ว อ้างความไม่ปลอดภัยและกังวลต่อแผนการส่งออกตามกำหนดเวลาของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงปลายสัปดาห์ ระบบเศรษฐกิจทั้งการค้าภายในและส่งออกจะหดตัวทันที 30-50%
ข้อมูลจาก มติชน
