เปิดนาทีต่อนาที ลำดับเหตุการณ์ พันธมิตร เผชิญหน้า นปช. กระทั่งคลอด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเหตุให้แนวร่วม นปช.ย้ายเวทีไปที่ปากน้ำแทน เผยคนตายเป็นคนโคราช ภายหลังจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ก.ย.นปช.รื้อเวทีกทม.ไปสมุทรปราการ
เวลา 18.00 น. บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ นปช.จากจังหวัดอุดรธานี ประมาณ 500 คน เดินทางด้วยรถโดยสารปรับอากาศ 8 คัน มาร่วมชุมนุมกับ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ประกอบด้วย นางอนุสรา ยังตรง นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย นายจิระพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ และนายนที สุขเผือก หรือกรุง ศรีวิไล อดีต ส.ส.สมุทรปราการ โดยมีแกนนำสลับขึ้นปราศรัยกล่าวโจมตีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรที่ยึดทำเนียบรัฐบาล สลับการแสดงของวงดนตรี
เผยผู้เสียชีวิตเป็นนปช.จากโคราช
ก่อนหน้านี้ เวลา 16.00 น. นปช.ได้เริ่มทยอยรื้อถอนเวทีปราศรัย เครื่องขยายเสียง และเต๊นท์ที่พัก ออกจากบริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งสะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อยุติการเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีการเปิดเวทีของกลุ่มเสียงประชาชน มีการสลับกันขึ้นปราศรัยมีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 200 คน อย่างไรก็ตาม มีเหตุชุลมุนวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อมีชายคนหนึ่งหยิบก้อนหินแล้ววิ่งเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม จึงถูกจับกุมไว้
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช. กล่าวบนเวที นปช. ว่า ขอให้ประชาชนสลายการชุมนุมที่สนามหลวง และเนื่องจากได้รับการประสานมา จึงจะมีการรื้อเวที เพื่อย้ายไปชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ และยืนยันด้วยว่า การปะทะกันวานนี้ มีผู้เสียชีวิตฝ่าย นปช. 1 ราย เป็นคนโคราช
เมื่อเวลา 11.30 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้แยกย้ายกันกลับบ้านพร้อมทั้งรื้อถอนเวทีที่ท้องท้องสนามหลวงออกหมดแล้ว ตามคำสั่งรัฐบาลที่มีการออกพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมมากกว่า 5 คน พร้อมทั้งประกาศยุติการชุมนุม ทั้งนี้มีรถโดยสารมารับผู้ชุมนุมกลับบ้านด้วย บางส่วนก็ทยอยเดินทางกลับ บางคนก็นอนพักผ่อนและจับกลุ่มพูดคุยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ทางแกนนำจะรอดูสถานการณ์ก่อนประกาศรวมตัวชุมนุมอีกครั้ง
เวลา 07.00 น. สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ถ่ายทอดการแถลงประกาศสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉิน ทำให้กลุ่ม นปช. ประกาศชัยชนะและให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดไปรวมตัวที่ท้องสนามหลวงโดยให้วางอาวุธและเดินกลับมือเปล่า เพื่อหารือในการปรับแผนยุทธวิธีและท่าทีต่อไป โดยมีเสียงโห่ร้องขับไล่จากกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเสริมกำลังพลหลายจุดรอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งสี่แยกเปรมประชา แยก พล.1 แยกนางเลิ้ง และแยกมิสกวัน
ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตร กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า ทางกลุ่มพันธมิตรมีมติจากกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเอกฉันท์ว่าจะสู้ต่อไป และเรียกร้องให้ประชาชนในกรุงเทพและต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุม
นอกจากนี้ เมื่อเวลา 6.40 น. ยังมีการปะทะกันอยู่ภายในตรอกซอกซอยต่างๆ บริเวณถนนราชดำเนิน รวมทั้งมีการใช้ระเบิดเพลิงด้วย
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 2 ก.ย.นายชินวัตน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทย ถึงเหตุปะทะกับกลางดึกระหว่างพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย ว่า สาเหตุที่นปก.ต้องเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงมายังที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นเพราะเห็นว่าพันธมิตรฯ ได้ชุมนุมภายในทำเนียบรัฐบาลมานานแล้ว รวมทั้งยังดื้อแพ่ง และไม่ยอมออก ส่งผลให้ทำเนียบฯ เสียหาย จึงอยากถามว่ารัฐบาลบริหารประเทศได้อย่างไร และไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกที่ทำแบบนี้
ตั้งแต่พันธมิตรฯ เริ่มชุมนุมก็ไม่เคยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 นอกจากนี้พันธมิตรฯ ยังบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งการกระทำแบบนี้คือการกบฎ ยึดอำนาจรัฐ นายชินวัตน์ กล่าว
เมื่อถามว่า นปก.ขีดเส้นตาย 7 วันให้พันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบฯ แต่ขณะนี้ยังไม่ครบ 7 วัน นายชินวัตน์ กล่าวว่า เราเริ่มนับ 7 วันตั้งแต่วันที่นปก.เริ่มชุมนุม นอกจากนี้ เราไม่คิดว่าพันธมิตรฯ จะมีปืน ไม่คิดว่าจะมีอาวุธร้ายแรง ทำให้เราไม่ได้เตรียมตัวไป
สุริยะใสชี้เหตุปะทะคนตายคล้าย 6 ตุลา นายกฯต้องรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 06.10 น. วันที่ 2 ก.ย.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทย ถึงเหตุปะทะกับกลางดึกระหว่างพันธมิตรฯ และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย ว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องน่าสลด เพราะคนไทยถูกจัดตั้งให้มาทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีต้นเหตุจากการที่นปก.เคลื่อนขบวนการยังที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ เมื่อเคลื่อนขบวนมาถึงแยกจ.ป.ร.ก็ฝ่าด่านตำรวจเข้ามาทำร้าย ทั้งที่พันธมิตรฯ อยู่ในที่ตั้ง นอกจากนี้ พันธมิตรฯ ไม่มีนโยบายรุกรานฝ่ายใด เพราะไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย
รูปแบบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งประกอบด้วย 3 อย่างคือ อำนาจรัฐ กลุ่มอันธพาล และกลุ่มจัดตั้ง ผมพบว่าตำรวจรู้เห็นเป็นใจ ผมมั่นใจว่าหากทหารชุดปราบจราจลไม่เข้ามาห้ามเหตุ จะมีคนบาดเจ็บล้มตายมากกว่านี้ นายสุริยะใส กล่าว
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบเห็นส.ส.และแกนนำฝ่ายพลังประชาชนหลายคนนำทีมนปก.มาเอง เช่น นายวีระ มุกสิกพงษ์ นายอริสมัน พงษ์เรืองรอง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายอดิศร เพียงเกษ ทั้งนี้ ฝ่ายนปก.ได้ใช้เสียงปืนทำทาง ส่งผลให้ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หวาดกลัวและวิ่งหนี จากนั้นนปก.ก็ปล่อยให้คนเข้ามาเข่นฆ่ากัน
เมื่อถามพันธมิตรฯ คิดจะถอยออกมาสักก้าวหนึ่งบ้างหรือไม่ นายสุริยะใส กล่าวว่า ตนยินดีถอย ถ้าการถอยและการร่วมมือกันสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นวิธีการหนึ่งของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือไม่ ดังนั้น นายสมัครไม่สามารถปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้ จุดนี้ได้เลยเวลาของการเจรจาแล้ว ถ้านายสมัครยังลากการเมืองต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ โอกาสที่ทหารออกมาทำการปฏวัติจะมีสูง
โยนระเบิดขวดหน้าตรอกวัดโสมฯ
เวลา 06.05 น. ได้มีเสียงดังลักษณะคล้ายเสียงปืนดังขึ้นบริเวณซอยพะเนียง หน้าร้านเธิร์ด จนทำให้ผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ต่างโห่ร้องและแกนนำบนเวที นปช.ประกาศ ว่า พวกมันเผาบ้านชาวบ้านแล้ว ขอให้ระวังตัวพวกมันมีปืนจากนั้นกลุ่ม นปช. ก็กรูเข้าปากตรอกวัดโสมนัส 1 มีการขว้างปาก้อนหินและสิ่งของเข้าไปในตรอกดังกล่าว ผ่านไปประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 นาย พร้อมด้วยรถเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูจึงมา เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเข้าตรวจสอบ พบขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่ดัดแปลงเป็นระเบิด แต่ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บ
สรุปยอดตาย 1 เจ็บ อื้อ
ศูนย์เอราวัณ ระบุ จำนวนผู้บาดเจ็บขณะนี้ มีทั้งหมด 43 ราย โดยแยกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล จำนวน 22 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรงพยาบาลรามา บาดเจ็บ 5 ราย สาหัส 1 ราย โรงพยาบาลราชวิถี บาดเจ็บ 1 ราย
นายแพทย์เพ็ชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ เปิดเผยถึงยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่นำส่ง รพ.ศูนย์เอราวัณ ว่ามียอดผู้บาดเจ็บรวม 34 ราย โดยในจำนวนนั้นบาดเจ็บสาหัส 4 ราย โดยถูกยิงเข้าบริเวณทรวงอก 3 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตมี 1 ราย เป็นชาย ทราบชื่อ ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสงค์ อายุ 55 ปี เสียชีวิตเนื่องจากร่างกายถูกกระแทกด้วยของแข็ง
จงรัก อ้างตร. มีแต่โล่ สุดต้านม็อบนปช.ทะลุปะทะ
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลย เมื่อเวลา 05.35 น. วันที่ 2 ก.ย. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น.แถลงข่าวกรณีการปะทะระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ย กับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ว่าย ย ย เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมดแล้ว โดยทราบว่ามีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 รายคือ นายณรงศักดิ์ เกาะไทยสง อายุ 55 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่มโคราชรักประชาธิปไตย และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 34 ราย
พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่าย สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ ได้เน้นย้ำไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกัน แต่ ให้ใช้การเจรจาต่อรองย รวมถึงห้ามนำกระบองติดตัวไป มีเพียงโล่เป็นอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเท่านั้น แต่เนื่องจากฝ่าย นปช.จำนวนมากย ได้เคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวง ทั้งรถ 6 ล้อ รถจักรยานยนต์ ประมาณ 200 คัน และรถแท็กซี่ มาถึงแยก จปร. ฝ่ายตำรวจได้พยายามเจรจาต่อรอง แต่ไม่เป็นผลย ย และแม้ตำรวจตั้งแนวควบคุมฝูงชนไว้ถึง 3 ชั้น ณ บริเวณหน้ากองทัพบก แต่กลุ่ม นปช. มีมากทำให้แนวควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีเพียงโล่ป้องกันตัวไม่สามารถต้านทานไว้ได้ กลุ่ม นปช. จึงทะลุผ่านมาและเกิดการปะทะระหว่างสองกลุ่มจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจได้ทำทุกวิถีทางที่จะกันทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ที่ผ่านมา กว่า 100 วัน ตำรวจต้องทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลาจนเกิดความเหนื่อยล้า แต่ก็จะทำหน้าที่ต่อไป ส่วนการปะทะทั้งสองฝ่ายนั้นขณะนี้ได้ประสานขอภาพจากสื่อมวลชนเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดอีกครั้ง พล.ต.อ.จงรัก กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จงรักย ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ส่วนการที่ทหารออกมาช่วยดูแลนั้น เป็นเพียงการเสริมกำลังในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานเท่านั้น
ขณะที่นายวิภูแถลง แกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช.ประกอบด้วยนายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐากุล นำกลุ่ม นปช.ออกมาเคลื่อนไหวเพราะต้องการใช้จิตวิทยาให้กลุ่มพันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล เราอึดอัดไม่ได้ใช้ความรุนแรง รับไม่ได้ เนื่องจากทั้ง 9 แกนนำมีความผิด มีหมายจับและยังพยายามยุยงให้คนไทยออกมาขับไล่รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้ เวลา 04.45 น.ย ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า ว่าย กลุ่ม นปก.ประมาณ 2,000 คน ยังคงปักหลักอยู่บริเวณดังกล่าว โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 8 กองร้อย นำแผงเหล็กกั้น คอยตรึงกำลังและปิดกั้นไม่ให้เข้าไปประชิดกับ พันธมิตร ฯ ขณะที่แกนนำ ได้นำเต้นท์มากาง พร้อมรถเครื่องขยายเสียงคอยปลุกระดม กลุ่มผู้ชุมนุมให้ฮึกเหิมอยู่ตลอดเวลา
เวลา 03.00 น. บริเวณหน้าสนามมวยราชดำเนิน ซึ่งกลุ่มนปก.ปักหลักอยู่ได้ เกิดความชุลมุนขึ้น เนื่องจาก ได้มีการแจ้งข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรพยายามได้บุกเข้าบริเวณข้างซอยสนามมวย ทำให้กลุ่มนปก.ได้บุกฮือเข้าไปในซอยดังกล่าว ปรากฏว่า ก็แตกฮือกลับออกมาแบบหนีตาย เมื่อเจอระเบิดเพลิงโยนสวนออกมา ทำให้ต้องรีบดับไฟกัน และกลับไปปักหลักที่หน้าสนามมวยเหมือนเดิม
ผบ.ทบ. ส่งทหารคุมสถานการณ์
ต่อมาทหารจากทหารราบ 11 และมณฑลทหารบกที่ 11 จำนวนประมาณ 400 นาย ถือโล่พร้อมกระบองมายืนกลางกำแพงกั้นทั้งสองฝ่าย โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์โมเดิร์นไนน์ทีวี เวลา 02.45 น. ว่า ได้รับรายงานมีเหตุปะทะกันระหว่าง นปช. กับกลุ่มพันธมิตรแล้วในขั้นต้น และได้ประสานงานกับ ผบ.ตร.ในการส่งกำลังทหารกองร้อยปราบจลาจลจำนวน 4 กองร้อยเข้าไปเสริมกำลังตำรวจที่กั้นกลางทั้ง 2 กลุ่ม ทหารกองร้อยที่จะออกไปมีเพียงโล่และกระบองประจำตัว เพราะถ้าใช้อาวุธคงไม่ได้ ประเมินแล้วถ้าทหารไม่ออกไปช่วยตำรวจจะมีปัญหา จึงรีบส่งกำลังออกไป และกำลังประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ กองกำลังดังกล่าวได้เดินออกจากกองภาพภาคที่ 1 มาอยู่เป็นแกนกั้นกลางระหว่างทั้ง 2ฝ่าย ในเวลา 02.50 เพื่อป้องกันการเกิดเหตุปะทะกันอีก และเสริมกำลังตำรวจ ที่มีอยู่เพียงกว่าพันนายเท่านั้น ทั้งนี้ กำลังทหารดังกล่าวถึงสั่งห้ามพกอาวุธเด็ดขาด ให้มีเฉพาะโล่ห์กับหมวกกันน็อคเท่านั้น แม้แต่กระบองก็ห้ามพก
เวลา 02.41 น.ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีกลุ่มรถแท็กซี่ ของ นปก.ประมาณ 100 คัน มาจอดและลงจากรถ โดยโพกผ้าสีแดง พร้อมกับตะโกนขับไล่แกนนำพันธมิตรฯ โดยมีกำลังตำรวจคอยตรึงกำลังอยู่ตลอดเวลา
เวลา 02.38 น. ต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น. เดินทางมาที่เกิดเหตุย พร้อมเรียกประชุม พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รอง ผบช.น.ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
พล.ต.อ.พัชรวาทระบุว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากนั้นไปดูกล้องของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ที่จับภาพถ่ายทหารแต่งกายเต็มยศสวมหมวกไบเล่ ถือโทรโข่งไม่ทราบสังกัดที่เป็นผู้ควบคุมการ์ดในกลุ่มพันธมิตร
เวลา 02.22 น. มีรายงานข่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ทหารจากกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 4กองร้อย ซึ่งเป็นทหารปราบจราจล เดินทางมาเป็นกำลังเสริมป้องกันเหตุปะทะกัน ทั้งนี้ กองกำลังดังกล่าวได้เดินออกจากกองภาพภาคที่ 1 มาอยู่เป็นแกนกั้นกลางระหว่างทั้ง 2ฝ่าย
ข่าวแจ้งว่า นอกจากการปะทะกันที่บริเวณสะพานมัฆวานฯแล้ว กลุ่มนปก.ยังพยายามบุกอีกหลายจุดพร้อมๆกัน เพื่อก่อกวนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เช่น บริเวณวัดโสมนัสฯ สะพานอรทัย บริเวณหน้าสนามม้านางเลิ้ง และที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แต่กลุ่มพันธมิตรฯ มีการ์ดป้องกันอยู่ ทำให้มีการปะทะกันเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรรุนแรงมาก
ปฐมพงษ์ โผล่เจรจานปช.
เวลา 02.20 น. พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการกองบัญชาการทหารสูงสุด เข้าเจรจากับกลุ่ม นปช.ให้ถอยออกไปจากพื้นที่และกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รักษาความปลอดภัยให้มากที่สุด
ระหว่างนั้น นปช.ได้ปราศรัยยั่วยุว่า ตอนพฤษภาทมิฬ พล.ต.จำลอง ก็พาคนไปตายย ทำให้ พล.อ.ปฐมพงษ์ ปราศรัยอีกว่า อย่าไปสนใจ แม้เขาจะยั่วยุ และดุด่าพวกเราอย่างไรก็อย่าสนใจ ผมมาวันนี้เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด ดังนั้น เราต้องอดทน เพราะพวกนี้ถ้าอยู่ในสนามรบจริงๆ ก็ไม่มีความกล้าหาญ
พบอื้อปลอกกระสุน ตร.เชื่อมือยิง เป็นบุคคลที่ 3
หลังการปะทะกันเสร็จสิ้นแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 2 ปลอก ตกอยู่บริเวณโคนต้นไม้หน้าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และฝั่งตรงข้ามอีก 1 ปลอก จำนวนหลายสิบนัดย ย ซึ่งทางตำรวจกำลังตรวจสอบว่า ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงปืนเข้าไปชั่วเกิดเหตุปะทะกัน หรือเป็นมือที่ 3 เจอป่วนให้เหตุการณ์บานปลายหรือไม่ย ขณะที่กลุ่ม นปช.ได้นำเต๊นท์ประมาณ 20 เต๊นท์มากลางที่หน้า บก.ทบ. หลังแนวกั้นของตำรวจ เพื่อปักหลักชุมนุมระยะยาว ส่วนทางฝ่ายพันธมิตรก็ถอยไปตรึงกำลังอยู่ที่สะพานมัฆวาน
ได้รับรายงานว่า ผู้บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกัน 2 ราย ที่ส่งไปรักษาที่วชิระพยาบาล ได้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นชาย เนื่องจาก ถูกตีอย่างหนักที่บริเวณใบหน้า ปาก และศีรษะจนยุบ และเลือดไหลไม่หยุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบผู้เสียชีวิตเป็นฝ่ายใด โดยทางแพทย์ระบุชื่อว่า นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสงค์ อายุ 55 ปี โดยเป็นสมาชิก กลุ่มโคราช รักประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัส ที่ถูกยิงที่บริเวณทรวงอก อีก 3 ราย
ส.ส.พปช. หัวแตก -ย เสธ.แดง โผล่
เจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาลและอาสาสมัคร รถพยาบาลมูลนิธิร่วมกตัญญู ต้องช่วยกันนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลวชิระ 18 ราย หัวเฉียว 2 รามาธิบดี 1 และมิชชั่น 6 รายย ทั้งนี้ พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมคินทร์ ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ที่มากับกลุ่ม นปช.ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเดียวกันที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้ามีกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่กว่า 100 คน รวมตัวโอบล้อมกลุ่มพันธมิตร แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดสกัดฝั่งตรงข้าม
ภายหลังเกิดเหตุปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิต แกนนำ นปช.ได้ปราศรัยปลุกระดมที่ท้องสนามหลวง คนของเราตายไปหนึ่งคน เป็นการตายเพื่อแลกกับประชาธิปไตย โดยมีพวกมันเป็นฝ่ายยิงเข้ามา
นอกจากนี้ บริเวณหน้าร้านลิขิตไก่ย่างมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลายคน อาทิ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม., นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ, นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. รวมทั้ง พ.ต.ท.สุรทิน ที่กลับจากรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ มาร่วมสังเกตใกล้ๆ รถปราศรัยของ นปช. รวมทั้ง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยได้สัมภาษณ์ พล.ต.ขัตติยะ โดย พล.ต.ขัตติยะ ยอมรับว่าเดินมากับกลุ่ม นปก.จริง เพราะคิดว่า นปก.มีการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง แต่ที่รู้สึกตกใจ เพราะพบว่าเหตุปะทะครั้งนี้มีการใช้อาวุธปืนด้วย
นปช.ฝ่าแผงกั้น ปะทะเดือดเลือดโชค ตาย1 เจ็บอื้อ
ก่อนหน้านี้ ฝ่ายพันธมิตรเมื่อทราบว่ากลุ่ม นปช.จะเคลื่อนขบวนมายึดทำเนียบคืน นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ได้กล่าวบนเวทีขอให้ผู้ชุมนุมไปช่วยกันตรึงกำลังกั้นกลุ่ม นปช.ที่สะพานมัฆวาน
จนมาถึงเวลา 01.00 น. ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตั้งแถวประจันหน้ากันบริเวณกองทัพบก และใกล้กับหน้าองค์การสหประชาชาติ ทำให้ชายฉกรรจ์ทยอยคว้ามีดสปาร์ตา ไม้หน้าสาม ไม้กอล์ฟ เหล็กแป๊บ และหมวกกันน็อคไปสมทบกับการ์ดกว่า 1,000 คน เพื่อรักษาพื้นที่ เมื่อกลุ่ม นปช.ฝ่าแนวกั้นตำรวจด่านสุดท้ายที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ได้ หน่วยกล้าตายของกลุ่ม นปช.พร้อมอาวุธครบมือ หลังจากนั้น ได้ตะโกนร้องด่ากันและมีการยิงหนังสติ๊ก ปาหิน ขวดน้ำ ขาดโซดา ใส่กัน ในที่สุด ทั้ง 2 ฝ่าย ที่ถือไม้ถือไม้ วิ่งเข้าหากัน เกิดการปะทะกัน ประมาณกว่าร้อยคน
ระหว่างที่เกิดการปะทะกันนั้นมีเสียงคล้ายประทัดหรือปืนดังติดต่อกันเป็นชุดราว 5 นัดเป็นระยะๆย ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมนปก.ล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เป็นที่น่าสังเกตุว่า ระหว่างที่เกิดเหตุชุลมุนนั้น ไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาคอยดูแ ลแต่อย่างใด รวมเวลาที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันนานประมาณ 30 นาที จนกลุ่ม นปช.ต้านไม่ไหว เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในการมึนเมา หลายรายถูกรุมทำร้ายจนสลบเหมือดย ด้วยเพราะพันธมิตรที่เตรียมพร้อมมากกว่าย มีไม้กระบองและใส่หมวกกันน็อค และยังมีเรียกกำลังเสริมจากทำเนียบรัฐบาลมาด้วย ทำให้กลุ่มนปก.ต้องถอนร่นไปที่ หน้าสนามมวยราชดำเนิน
ทั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บได้เลือดหลายราย และมีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ รถยนต์ของกลุ่มพันธมิตรที่จอดอยู่บริเวณปะทะถูกทุบตีได้รับความเสียหายหลายคัน หลังจากนั้น ตำรวจจึงเริ่มเข้ามาตรึงกำลังทั้งสองฝ่ายไม่ให้ประจันหน้าอีกบริเวณหน้า กองทัพยก แต่ทั้งสองก็ยังปักหลักเผชิญหน้ากันอยู่
กรูเข้ามัฆวานฯ ฐานที่ตั้งพันธมิตร
เวลา 00.30 น.ย กลุ่ม นปช.เดินทางมาถึงจุดสกัดแถวหน้า สน.นางเลิ้ง ประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก็สามารถฝ่าด่านไปได้ จนมาถึงบริเวณสี่แยก จปร. กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ขับ จยย.ได้ไล่ชนแผงกั้นของตำรวจ จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เดินตามมาสมทบพยายามผลักดันแผงเหล็กกั้นจนตำรวจเซ ต้องเปิดทางให้กลุ่ม นปช.ขับรถบรรทุก 6 ล้อ ฝ่าเข้าด่านสองบริเวณกรมแผนที่ทหารด้วยวิธีเดียวกัน และวิ่งกรูกันเข้าไปที่บริเวณสะพานมัฆวานสถานที่ตั้งของการ์ดพันธมิตร ซึ่งได้มีการนำยางรถยนต์ ลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่างๆ มาบล็อคไว้อย่างแน่นหนา
นปช.กรึ๊บเหล้าผนึกกำลังบุกเข้าหาพันธมิตร
เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 2 กันยายน กลุ่มนปช.ที่สวม สวมเสื้อแดงบ้างหรือโพกผ้าแดงบ้าง ตั้งแถวนำชายฉกรรจ์ขับขี่รถจักรยานยนต์นำหน้าประมาณ 20 คัน บีบสัญญาณแตรตลอดเส้นทางและกลุ่มชายฉกรรจ์เดินเท้าอีกกลุ่มใหญ่ บางส่วนมีอาการมึนเมาและดื่มสุรา พร้อมอาวุธไม้นานาขนาด แท่งเหล็ก ก้อนอิฐ มีดสปาร์ตา ดาบ และอาวุธอื่นๆ จากนั้นเป็นรถบรรทุก 6 ล้อ ขับตามหลัง 2 คัน บนรถมีนายวิภูแถลงย เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปตามถนนราชดำเนิน ถัดนั้นเป็นกลุ่ม นปช.เดินตามหลัง ระหว่างทางกลุ่มชายฉกรรจ์ได้ถอดป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ติดอยู่ออก ระหว่างนั้น มีกำลังตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 4 กองร้อย ประมาณ 600 นาย แบ่งกำลังตั้งแถวเพื่อสกัดกลุ่ม นปช. หน้ากรมแผนที่ทหาร ชุดที่สองที่แยก จปร.
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวรายงานถึงเหตุการณ์ปะทะกัน เริ่มคืนตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน วันที่ 1 กันยายน ต่อเนื่อง วันที่ 2 ก.ย. จากการที่ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ย ซึ่งนำโดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายชินวัฒน์ หาบุญพาด พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมคินทร์ ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน นายอดิสร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย พร้อมแกนนำ นปช. เปิดเวทีปราศรัยบริเวณท้องสนามหลวง สนับสนุนการทำงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล พร้อมโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ยึดทำเนียบรัฐบาล มีผู้ร่วมการชุมนุมประมาณ 2,000 คน
ข้อมูลจาก มติชน
