แกนนำพันธมิตรยันนายกฯ ต้องออกก่อนถึงจะคุยด้วย สมัคร ประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังนปช.ปะทะ พันธมิตรฯ ตาย 1 เจ็บนับสิบ ตั้งผบ.ทบ. หน.คุมสถานการณ์ ลั่นพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง อนุพงษ์ ยันใช้วิธีเจรจา ทหารจะเน้นกัน 2 ฝ่ายปะทะกัน พรรคร่วมหนุนพ.ร.ก. 40ส.ว. จี้นายกฯลาออก-ยุบสภา สมัคร ขอครม.ให้กำลังใจภายหลังจากที่รัฐบาลโดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยตั้งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งได้แถลงถึงจุดยืนและมาตรการต่างๆ แล้ว
นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ กล่าวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ว่า ในที่ประชุม นายสมัครได้เล่า
ให้ ครม.ฟังถึงสาเหตุที่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินว่า มีคนตีกันสองฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรที่เข้ามายึดพื้นที่ในทำเนียบ จากนั้นได้ขโมยอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ ปืนอูซี่ และอาวุธสงคราม รวมทั้งหมด 11 กระบอก เอาไปไว้ในระหว่างการชุมนุม เมื่อมีการประจันหน้ากัน ก็มีการเอาปืนที่ขโมยไปมายิงเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้รายงานในที่ประชุม ครม.เพียงสั้นๆ ถึงสาเหตุที่ต้องออกประกาศในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งได้บอกให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคสนับสนุนและให้กำลังใจนายสมัคร
สมัครแจงครม.เหตุผลต้องประกาศ
รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.แจ้งว่า ก่อนเข้าสู่วาระเพื่อพิจารณา นายสมัครได้เล่าสาเหตุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินว่า มีความจำเป็น เนื่องมีการปะทะกันระหว่าง นปก. และพันธมิตร จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง และอยากให้เหตุการณ์สงบลงโดยเร็ว และเพื่อให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ ก็ต้องให้ ครม.เห็นชอบภายใน 3 วันตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.
ช่วงที่มีการปะทะกัน 2 ฝ่ายเมื่อคืน ผมได้ติดตามดูจากทีวี ได้เห็นภาพพันธมิตรมันไล่ตีอยู่ มีคนหัวร้างข้างแตก แล้วตอนหลังจึงมารู้ว่ามีคนตายไป 1 คน ก็เลยคิดว่าต้องเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้ได้แล้ว และอาวุธที่นำมาใช้ตีกัน ก็เป็นอาวุธปืนในทำเนียบ ที่พันธมิตรได้ค้นพบแล้วส่งคืน แต่หายไป 11 กระบอก เป็นปืนอูซี่ 4-5 กระบอก เอ็ม 16 อีก 1 กระบอก มีการเอาปืนเหล่านั้นยิงในในกลุ่มชุมนุม และปืนทั้งหมดที่หายไปก็อยู่ในพันธมิตร แต่ตำรวจไม่ยอมออกข่าว แหล่งข่าวอ้างคำพูดนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม
พรรคร่วมหนุนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมมีรัฐมนตรีหลายคนได้สอบถามและอภิปรายกันพอสมควร แต่ในที่สุดมีมติเป็นเอกฉันท์รับทราบคำสั่งทั้งหมด และเห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคชาติไทย นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยคลังและเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
เติ้งยันทุกอย่างอยู่ในมือบิ๊กป๊อก
ที่พรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้มีการชุมนุมกันในเขต กทม. จากนี้ขอให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะกรรมการที่รักษาการ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จะทำอย่างไรกับการชุมนุม ความจริงแล้วหากทุกคนเคารพกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราไม่เคารพ คนอื่นก็ไม่เคารพเรา ถ้าเอากฎหมู่ของคนหมู่มากมาเป็นที่ตั้งเหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้น ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ เพราะไม่เคารพกฎหมายซึ่งกันและกัน และตอนนี้ตำรวจทำอะไรไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านี้ตำรวจเคยเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ในทำเนียบรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ต้องสั่งให้ถอย และคงไม่ทำแล้ว เพราะกำลังก็น้อย ฉะนั้นยามใดที่เกิดวิกฤต ทหารก็ต้องออกมา
คิดว่า ผบ.ทบ.คงมีวิธีการดำเนินการ ท่านก็คงอยากให้ผู้ชุมนุมในทำเนียบออกมา แต่ไม่รู้ว่าท่านจะให้ออกได้อย่างไร เพราะตอนนี้ทำเนียบเหม็นเน่าไปหมดแล้ว นายบรรหารกล่าว
พรทิพย์ แจงไม่ตั้งกก.ตามพ.ร.ก.
วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ครม.เห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่ กทม.แล้ว โดยเห็นชอบในทุกคำสั่งที่ออกมา ส่วนสาเหตุที่ครั้งนี้ ไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการฉุกเฉิน ตามมาตรา 7 เหมือนที่ใช้กับการประกาศในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคณะกรรมการถาวร ที่ตั้งขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ เพื่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพื่อการต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน และได้มีการตั้ง ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และมอบอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.ระบุ
40ส.ว.จี้สมัครลาออก-ยุบสภา
ที่รัฐสภา ส.ว.เลือกตั้งและ ส.ว.สรรหา จำนวน 40 คน อาทิ พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ร่วมกันหารือเหตุการณ์การปะทะกันของกลุ่ม นปช.และพันธมิตร ทำให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จากนั้น น.ส.รสนานำคณะ ส.ว.ออกแถลงการณ์ว่า สถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีอ้างไม่ใช่กรณีฉุกเฉินรุนแรงตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.ฯ แต่เป็นการใช้มาตรการโดยการสร้างเงื่อนไขจัดฉาก ส.ว.จึงจะยื่นเรื่องศาลปกครองสูงสุดระงับคำสั่งดังกล่าว และพรรคร่วมรัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการกดดันให้นายสมัครลาออก
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานชมรม ส.ส.ร. 50 ได้ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ปธ.วุฒิฯหนุนประกาศฉุกเฉิน
ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการจลาจล มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ส่วนกลุ่ม ส.ว.จะยื่นเรื่องให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่าเป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น คิดว่าประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และเมื่อดูท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ยืนยันว่าจะใช้วิธีละมุนละม่อมในการแก้ปัญหาจึงคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ เชื่อว่าภายใน 5 วันเหตุการณ์น่าจะดีขึ้น เมื่อถามว่า หลายองค์กรเสนอให้นายกฯยุบสภา ลาออก หรือให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ประธานวุฒิสภากล่าวว่า ถือเป็นทางออกหนึ่งที่สามารถทำได้ นายกรัฐมนตรีควรพิจารณาข้อเสนอแหล่านั้นด้วยเพื่อแก้วิกฤต นายกฯรู้ดีว่ามีทางออกกี่ทาง แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกทางไหน
มท.สั่งผู้ว่าฯสื่อสารปชช.
วันเดียวกัน นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ให้จัดระบบการบริหารการอำนวยการและเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับการประสานงานและคำสั่งจากส่วนกลางตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งต้องสื่อสารติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ประชาสัมพันธ์สาระสำคัญของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเฉพาะข้อ 2 ที่ห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
นายพีรพลให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ว่าฯในจังหวัดที่มีปัญหา และได้กำชับให้ผู้ว่าฯเร่งแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการบุกยึดสนามบิน ที่ให้พันธมิตรชุมนุมได้ แต่ต้องไม่เข้าไปภายในหรือปิดสนามบินอย่างที่ผ่านมา และได้กำชับให้ผู้ว่าฯเจรจาโดยสันติวิธีเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม
ลั่นใช้การเจรจา-เน้นไม่ให้ปะทะ
จากนั้นเวลา 13.45 น. พล.อ.อนุพงษ์แถลงผลการหารือว่า จะแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในเขตกรุงเทพฯ โดยยึดถือระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก เป็นกรอบในการดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนั้น จะทำภารกิจ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้ปะทะกัน หรือเกิดความสูญเสียเกิดขึ้น โดยใช้หลายมาตรการ ข้อแรก คือ จะสร้างความเข้าใจให้กับคนในชาติ ตระหนักถึงปัญหาของความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายไปจนถึงการปะทะด้วยกำลัง โดยใช้แนวทางการเจรจาพูดคุย หรือใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสม และให้ฝ่ายปกครอง องค์กรเอกชน ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ ทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วประเทศ ส่วนมาตรการดูแลเมื่อมีคนบางกลุ่มเข้ามาในกรุงเทพฯ และจะเกิดการปะทะเกิดขึ้น ที่ประชุมเห็นว่า กำลังที่มีอยู่ตามปกติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองทัพบก คือ กองทัพภาคที่ 1 สามารถจะรักษาสถานการณ์ได้ โดยใช้มาตรการสกัดกั้นไม่ให้ทั้งสองฝ่ายมาปะทะกัน
ลั่นไม่ใช้กำลังในการสลายม็อบ
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการเห็นร่วมกันว่าจะใช้มาตรการพูดคุยสร้างความเข้าใจในทุกสื่อที่จะสร้างความเข้าใจว่า สถานการณ์ขณะนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้สื่อของรัฐทางใดทางหนึ่งไปดำเนินการว่า จะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงขอความกรุณาสื่อว่า ให้สร้างความเข้าใจกับคนในชาติทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯให้เข้าใจถึงแนวทางที่จะใช้การเจรจา หรือการใช้กลไกตามกฎหมายที่จะแก้ปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ให้ลุล่วง โดยจะไม่ใช้กำลังเข้าปฏิบัติต่อกันในขั้นนี้ ถ้าทหารต้องออกปฏิบัติการ ทหารจะอยู่ข้างประชาชน และไม่ใช่ความรุนแรงกับประชาชน ทหารและตำรวจจะอยู่กลางและพยายามไม่ให้คนปะทะกัน อยากให้คนหันไปปะทะกันทางความคิด ด้วยเหตุผล ด้วยหลักกฎหมาย
เมื่อถามว่า กรมประชาสัมพันธ์อนุญาตให้นักการเมืองเสนอความเห็นผ่านรายการเป็นการปลุกระดมสร้างความแตกแยกหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า สื่อสองฝ่ายมีส่วนทำให้สถานการณ์ขยายตัวหรือค่อยพัฒนาไปในลักษณะที่ใช้ความรุนแรง ส่วนคณะทำงานได้พิจารณาหลายแง่มุมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อสื่อที่ทำให้คนมีความรับรู้ด้านเดียว บางคนมีความขัดข้องที่ออกมาปฏิบัติ คือ ยิ่งพูดยิ่งมีคนมาต่อต้านกลายเป็นประเด็น มีมวลชนขึ้นมา
ตราบใดที่สื่ออยู่ตรงกลาง สื่อย่อมรู้ดีว่า ตำรวจ ทหาร ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาชาติได้ ไม่ปลุกปั่นจนประชาชนทั้งหลาย รับรู้ว่าสื่อนี้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ท่านอยู่ในจุดนั้นช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ พร้อมทั้งดูว่าสื่อจะมีบทบาทอย่างไรในการสร้างสรรค์สังคมไม่ให้คนปะทะกันได้ พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
อาจปิดเอเอสทีวี/เอ็นบีที
เมื่อถามว่า จะดำเนินการกับเอ็นบีทีและเอเอสทีวีอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คณะทำงานเห็นว่าอยากให้ดำเนินการกับสื่อ มีเหตุผลเดียว คือ ทำอย่างไรให้สถานการณ์ดีขึ้น หากพูดถึงผลกระทบที่ตามมา เพราะผลกระทบจากสาธารณะแม้จากต่างประเทศในการปิดกั้นสื่อ อย่างน้อยอาจมีผลต่อภาพพจน์ประเทศชาติ
คณะทำงานพูดถึงเรื่องปิดทั้งสองสื่อ แต่เราขอเวลาพิจารณาให้ละเอียด ถ้าสื่อเห็นพ้องว่า เราไม่มีวาระซ่อนเร้นที่อิงอยู่กับฝ่ายใด และมุ่งหวังการแก้ปัญหาของชาติได้ลุล่วง ปัญหานั้นสองสถานีมีส่วนสำคัญทำให้การดำเนินการเป็นไปยาก หากทุกคนเห็นร่วมกันอย่างนั้นแล้ว ถ้าใช้คำว่าปิดสื่อต่างประเทศจะไขว้เขวเอาเป็นว่ามีมาตรการที่เหมาะสมที่จะทำให้สื่อทั้งสองที่สร้างบรรยากาศไม่เอื้อต่อการที่จะมีส่วนทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จะใช้มาตรการอะไรแล้วแต่ ผมไม่ใช้คำว่าปิด พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
ส่วนจะเสนอให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ถ้าพูดได้และทำได้ก็คงจะทำ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเรียนว่ามีเหตุผลตามหลักของท่านที่ว่ามีเพียงประชาชนส่วนหนึ่ง ดังนั้น คำตอบของผมคือเกินกำลังที่จะทำได้ในส่วนนั้น
ด้าน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการดำเนินการ ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังหาวิธีการแก้ปัญหา ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น เราหวังว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น ผบ.ทบ.บอกแล้วว่า เราต้องระดมความคิดของคนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ ทหารและภาคประชาชน ต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา หากจะปล่อยให้เจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหากันฝ่ายเดียว คงเป็นไปไม่ได้
บิ๊กป๊อก ถกแก้ ม็อบชนม็อบ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 20 องค์กร ร่วมหารือเพื่อแก้ไขสถานการณ์การชุมนุมที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตร และกลุ่ม นปช. ประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรองหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยการ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะรักษาการ ผบช.น. พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้แทนแต่ละเหล่าทัพ คือ พล.อ.รัชกฤต กาญจนวัฒน์ รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พล.ร.ท.รพล คำคล้าย รองเสนาธิการทหารเรือ พล.อ.ท.มานิตย์ สพันธุพงษ์ รองเสนาธิการทหารอากาศ พล.ท.ชูชัย บุญย้อย ผบ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย พล.ต.ชนินทร์ จันทรโชติ หน.ศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าวสำนักงานนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม
สำหรับผู้แทนส่วนราชการ ประกอบด้วย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายสมเกียรติ ศิริวัฒนโชด ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีการสนเทศ และการสื่อสาร นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิสิฎฐ์ สกาญจนชัย ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันติ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายศิระชัย โชติรัตน์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยใช้เวลาในการประชุมเกือบ 4 ชั่วโมง
ปชป.ถามสมัครนี่รักษาบ้านเมืองหรือ
เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกประชุมด่วนแกนนำและ ส.ส.ของพรรค ก่อนออกมาอ่านแถลงการณ์ 4 ข้อแสดงความเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
ผมอยากจะถามนายกฯว่า ที่ท่านได้ปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ของเรา และบอกว่าจะตัดสินใจแบบของท่านเพื่อรักษาบ้านเมือง อยากจะถามว่านี่หรือการรักษาบ้านเมืองของท่าน ที่นำให้คนไทยต้องมาปะทะกันถึงขั้นฆ่ากันตาย เราทราบว่ายังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่กำลังเดินทางเข้ามาและพร้อมจะมีการใช้ความรุนแรง พรรคมีข้อมูลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวของคนในรัฐบาล ทั้งระดับรัฐมนตรี ส.ส. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแกนนำรัฐบาล อาจรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วยที่สนับสนุนให้ประชาชนเดินทางเข้ามาเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้ากัน นายอภิสิทธิ์กล่าว
เตือนป๊อกอย่าเป็นเหยื่อสมัคร
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การที่นายกฯมอบหมายอำนาจให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) รับผิดชอบนั้น ตนเห็นว่า ผบ.ทบ.กำลังถูกวางตัวให้เป็นเหยื่อรายต่อไปของนายกฯ เพราะถ้า ผบ.ทบ.ดำเนินการแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น มั่นใจว่านายกฯจะโยนความผิดให้ ผบ.ทบ. โดยอ้างว่ามอบอำนาจทางกฎหมายให้แล้ว ในทางกลับกัน ถ้า ผบ.ทบ.ไม่ดำเนินการหรือไม่สนใจ ปล่อยให้เหตุการณ์เกิดความร้ายแรงต่อไป นายกฯก็จะดำเนินการกับ ผบ.ทบ.ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่
ยันคิดรอบคอบก่อนประกาศ
เมื่อเวลา 08.30 น. นายสมัครได้เดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และหารือกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)
จากนั้นนายสมัครแถลงข่าวว่า เมื่อคืนได้เกิดกรณีที่เป็นเรื่องน่าเสียใจ ขอยืนยันว่าไม่เคยปรารถนาที่จะให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ความตั้งใจคือคิดว่าจะค่อยๆ ดำเนินการไป สัญญากับใครต่อใครทั้งบ้านทั้งเมืองว่าจะนิ่มนวล อดทนรอ เหตุที่เกิดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็ชอกช้ำใจพออยู่แล้ว ยังจะต้องมาหาเหตุอะไรกันอีก แต่เหตุที่ไม่คาดคิด หรือใครจะคาดคิดอย่างไรไม่ทราบได้ แต่เมื่อได้รับรายงานก็ออกมา ยังไม่ทันได้นอน และทั้งคืนก็ไม่ได้นอนย เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ก็สุดที่จะต้องเลือกทางอื่น จึงเลือกทางที่เบาและนุ่มนวลที่สุด คือประกาศสภาวะฉุกเฉินเฉพาะ กทม. เพื่อแก้ไขปัญหาให้จบโดยตัวบทกฎหมาย ทางฝ่ายตำรวจและทหารจะได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ขอยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง เมื่อคืนตนต้องตัดสินใจ ทำอย่างรอบคอบ ไม่ได้คิดเองคนเดียว มีการประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประมาณ 2 ชั่วโมง ดูเอกสาร ตัวบทกฎหมายให้รอบคอบแล้วประกาศออกไป
ลั่นทุกอย่างพร้อมรับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะประกาศเคอร์ฟิวหรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ไม่ประกาศ และจะไม่มีการขีดเส้นตายให้กลุ่มพันธมิตรออกจากทำเนียบ เพราะมีคณะกรรมการดูแลอยู่ และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะต้องการจะเลิกเร็ว ไม่อยากให้ชุมนุมกันนานเกินไป ส่วนใช้เวลานานเท่าไหร่คณะกรรมการจะเป็นผู้ดูแล ส่วนที่ว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชนอยู่เบื้องหลังกลุ่ม นปช.หรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ก็เป็นข่าว ว่ากล่าวกันไป
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ทำไมไม่เลือกการลาออก เหมือนนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายสมัคร กล่าวว่า แล้วเลือกทางนี้มันเป็นอย่างไร มันเป็นความเสียหายตามมาตราไหนของรัฐธรรมนูญ และว่าตนทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง หากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับผิดชอบ ผมประกาศชัดเจน ในสภาผมก็ประกาศ วันนี้ก็ประกาศ ทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของผม
ปัดรัฐบาลอยู่เบื้องหลังม็อบนปช.
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลอยู่เบื้อหลัง นปช. นายสมัครกล่าวว่า จะอยู่ได้อย่างไร เหตุเกิดขึ้นก็ต้องแก้ไข และทำไมอยากรู้ใครอยู่เบื้องหลัง นปช. แต่ที่ไปยึดทำเนียบตั้งอาทิตย์หนึ่งไม่ถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง สื่อควรไปตามควักตามล้วงดู ว่าใครอยู่เบื้อ งหลัง ทำไมความรู้สึกไม่เหมือนกัน เมื่อถามว่า เพราะเมื่อคืนมีคนตาย นายสมัคร ตอบว่า
เหรอ อย่างนั้นเหรอ แล้วคนข้างไหนมันตาย แล้วคนตายอยู่ข้างไหนล่ะ
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร นายสมัครกล่าวว่า ผมรับผิดชอบในฐานะหัวหน้ารัฐบาล อย่าให้รับผิดชอบในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ แต่ผมจะดูแล กลัวว่าจะไม่รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ ผมยืนยันว่าผมรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำ เป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลพอหรือยัง
รักษาความปลอดภัยสมัครเข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครเดินทางออกจากกองบัญชาการกองทัพไทย ในเวลา 15.00 น. จากนั้นได้เดินทางเข้าศาลาว่าการกลาโหม กระทรวงกลาโหม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สนธิกำลังกับทหาร โดยมีทีมล่วงหน้า 3 ชุด ทีมติดตามอีก 1 ชุด ระหว่างที่เดินทางออกจากกองบัญชาการกองทัพไทย มีทีมรักษาความปลอดภัย พยายามวิทยุแจ้งผู้สื่อข่าวไม่ให้ติดตาม และยังแยกทีมกันไปเพื่อลวงผู้สื่อข่าว ต่อมาเวลา 17.30 น. นายสมัครเดินทางออกจากศาลาว่าการกลาโหม พร้อมขบวนยาวเหยียด 6 คันรถ ที่มีเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือกว่า 20 นาย มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กระทั่งเวลา 18.20 น. นายกฯจึงเดินทางถึงบ้านพักหมู่บ้านโอฬาร ซอยนวมินทร์ 81 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำตามจุดต่างๆ รอบบริเวณบ้าน และตรอกซอยใกล้เคียง ประมาณ 100 นาย
ข้อมูลจาก มติชน
