คอลัมน์ ข้าราษฎรโดย สายสะพาย
ช่วงที่ผ่านมาบทบาทของสำนักงานอัยการสูงสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากใน 2 เรื่อง
เรื่องแรก บทบาทในคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวกในคดีทุจริตหลายคดี
อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่างกับ คตส.ในหลายคดี โดยอัยการสูงสุดเห็นสำนวนที่ คตส.ไต่สวนไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม คตส.ยืนยันว่ามีความสมบูรณ์แล้ว จึงยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง
แต่อัยการสูงสุดเห็นว่า คตส.ยังไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากอัยการสูงสุดยังไม่มีความเห็นหรือสั่งว่าจะฟ้องคดีเหล่านี้หรือไม่
มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อัยการสูงสุดต้องการยื้อคดี ขณะที่อัยการตอบโต้ว่า การพิจารณาสำนวนเป็นไปตามหลักกฎหมาย
ในที่สุดเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องคดีที่ คตส.ฟ้องเองแล้ว 2 คดี คือ คดีทุจริตการออกหวยบนดิน และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าปล่อยกู้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เพราะการฟ้องของ คตส.ทำตามข้อกำหนดของศาลฎีกา
เหลือคดีทุจริตการประมูลกล้ายาง 90 ล้านต้น มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกานัดฟังคำสั่งในวันที่ 6 สิงหาคม 2551
การที่ศาลฎีการับฟ้องคดีที่ คตส.ฟ้องเอง ยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อว่า การที่อัยการไม่ยอมสั่งฟ้องคดีเหล่านี้น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ต่อมาเมื่อโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดให้สัมภาษณ์อ้างว่า อาจรับเป็นทนายแก้ต่างให้จำเลย 47 คนในคดีทุจริตหวยบนดิน เพราะ ครม.ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชีมติให้ดำเนินการ และสอดรับกับท่าทีของนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดที่แบ่งรับแบ่งสู้ก็ยิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น
แม้แต่อัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดเองว่าเหมาะสมหรือไม่ ถ้ายอมทำตามคำสั่ง ครม.เท่ากับศักดิ์ศรีของอัยการหายไปไหนหมด เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการไว้ชัดเจนว่ามีอิสระในเรื่องคดีความต่างๆ
ประเด็นดังกล่าวที่ในการประชุมคณะกรรมการอัยการ ได้หยิบยกเรื่องนี้มาหารืออย่างไม่เป็นทางการ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสมที่อัยการจะเป็นทนายแก้ต่างๆ ให้จำเลยคดีหวยบนดินด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ
หนึ่ง คดีนี้รัฐเป็นผู้เสียหาย การที่อัยการเป็นมีฐานะเป็นทนายแผ่นดิน ถ้ารับแก้ต่างให้จำเลยเท่ากับทนายแผ่นดินต่อสู้กับรัฐเอง นับเป็นเรื่องประหลาดและต่อมาในคดีที่อัยการสั่ง แล้วใช้หลักการเดียวกัน เท่ากับทนายความสำนักงานเดียวกันต้องต่อสู้กันเอง
สอง อัยการได้อ่านสำนวน คตส.หมดแล้ว ถ้ารับเป็นทนายหายจะมีผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะใช้อำนาจหน้าที่ล่วงรู้ความลับของคู่กรณีแล้ว
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
