ใช้ฐานโอเน็ตเทียบผลการเรียนม.ปลาย บางแห่งให้เกิน0.95-ชง สพฐ.แก้ปัญหาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่โรงแรมเอเชีย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสัมมนาเรื่อง การนำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ไปใช้ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครูและนักวิชาการเข้าร่วมประมาณ 140 คน ทั้งนี้ นายศิริชัย กาญจนวาสี ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบและประเมิน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายตอนหนึ่งในเรื่อง การนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ในการปรับเทียบผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย (จีแพค) ของนักเรียนในสถานศึกษา ว่า ผลประเมินการศึกษาขององค์กรต่างประเทศอย่างโครงการ Programme for International Student Assessment หรือ PISA สอดคล้องกับผลการประเมินขององค์กรภายในประเทศ ทั้ง สทศ.และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่พบว่า คุณภาพการศึกษาและศักยภาพการแข่งขันของเด็กไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูง ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระจายอำนาจไปให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตร และวัดประมวลผลเอง แม้จะเป็นทิศทางที่ถูก แต่หากขาดมาตรฐานที่เหมาะสม ตลอดจนผู้บริหารยังมีความสามารถในการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ก็ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพการศึกษา
นอกจากนี้การปล่อยให้กำหนดสัดส่วนจีแพคใช้เป็นองค์ประกอบการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา เป็นอำนาจการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจเทคนิคการศึกษา ทำให้ไม่ได้อยู่บนหลักวิชาการ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก จริงๆ การตัดสินใจในเรื่องจีแพคควรอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัย นายศิริชัยกล่าว
นายศิริชัยกล่าวต่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้จุฬาฯนำคะแนนโอเน็ตของปีการศึกษา 2549 มาปรับเทียบกับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมระดับโรงเรียนและนักเรียนใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยวิธีการทางวิจัย เบื้องต้นตนได้ปรับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมของแต่ละโรงเรียนให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด 2,583 โรงเรียน จากนั้นจำแนกเป็น 3 กลุ่ม โดยใช้คะแนนโอเน็ตเป็นเกณฑ์แบ่งกลุ่มคุณภาพโรงเรียน ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง คุณภาพปานกลาง และที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งผลจากการนำคะแนนโอเน็ตมาถ่วงกับจีแพคพบว่า แนวโน้มการให้เกรดของโรงเรียนไม่ได้สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แท้จริง เพราะโรงเรียนทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าเฉลี่ยคะแนนโอเน็ตที่ต่างกันชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยคะแนนจีแพคกลับพบว่า มีความใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพระดับกลางและต่ำ และเมื่อวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคุณภาพโรงเรียนกับลักษณะการให้เกรดพบว่า กลุ่มคุณภาพของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับการให้เกรดคือ กลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงจะกดเกรด ส่วนกลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำจะปล่อยเกรด ขณะที่กลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพปานกลางจะมีทั้งกดเกรดและปล่อยเกรดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ในผลจากการวิจัยพบว่า จากโรงเรียน 2,583 แห่ง พบมีการปล่อยเกรดสูงถึง 1,224 โรงเรียน ซึ่งหากมีการปรับจีแพคให้มีคุณภาพแท้จริงจะต้องมีการลดเกรดที่โรงเรียนให้กับนักเรียนลงมา โดยบางโรงเรียนต้องลดเกรดลงถึง 0.95 ส่วนโรงเรียนที่กดเกรดมีประมาณ 1,238 โรงเรียน ก็ต้องเพิ่มเกรดให้นักเรียน ซึ่งบางแห่งต้องเพิ่มเกรดให้ถึง 0.69 ส่วนโรงเรียนที่ให้เกรดเป็นปกติพบว่ามีเพียง 121 โรงเรียนเท่านั้น
นายศิริชัยกล่าวด้วยว่า จะนำผลสรุปงานวิจัยดังกล่าวเสนอ สพฐ.เพื่อตัดสินใจในระดับนโยบายว่า จะมีการนำไปใช้หรือไม่อย่างไร แต่ย้ำว่าเป็นงานวิจัยที่ใช้ฐานข้อมูลปีการศึกษา 2549 ซึ่งในปีการศึกษา 2550 การปล่อยเกรดและกดเกรดของแต่ละโรงเรียนอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้ เรื่องนี้จึงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยอยากให้ศึกษาลงลึกถึงแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ด้วยว่าโรงเรียนมีการปล่อยเกรดและกดเกรดอย่างไร
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
