ในสิ้นปีงบฯ53-ชี้ปัจจุบันได้แค่0.26% วช.ตั้งเป้าเพิ่มนักวิจัย8คน:ปชก.1หมื่นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวในการเสวนาเรื่องทิศทางการวิจัยของประเทศไทยในอนาคต ในงาน ครบรอบ 10 ปี TU-RAC จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ว่ามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิตนักวิจัย ในส่วนขององค์กรภายนอก เช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ควรต้องต่อยอดโดยส่งเสริมนักวิจัยเหล่านั้น ไม่ควรผลิตนักวิจัยเอง เพราะซ้ำซ้อน แต่ต้องเห็นใจ วช.ที่สนับสนุนได้ไม่เต็มที่นักเพราะรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียง 0.26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่านั้น และในปีงบฯ 2552 เสนอของบฯไป 0.5% ของ GDP แต่คิดว่าคงได้แค่ 0.3% เท่านั้น เมื่องบฯจำกัด วช.จึงควรจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัยโดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศเป็นหลัก ที่สำคัญต้องใช้งานวิจัยอย่างคุ้มค่างบฯ โดยต้องเขียนเป็นภาษาไทยที่อ่านเข้าใจง่าย เพื่อเผยแพร่ได้อย่างกว้างขวาง ถ้าผลิตงานวิจัยออกไปแล้วไม่มีใครอ่าน ก็เป็นเพียงงานวิจัยบนหิ้ง ซึ่งไม่มีประโยชน์
นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคศ.) และผู้ริเริ่มก่อตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า ไทยขาดงบฯ และขาดนักวิจัย 10-20 เท่า เมื่อปี 2539 สกว.จึงเริ่มโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก มีผู้ได้รับทุนเกือบ 3,000 คน จบปริญญาเอกแล้ว 1,000 กว่าคน เฉลี่ยผลิตนักวิจัยปริญญาเอกได้ปีละ 500 คน แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องการอย่างน้อยปีละ 1,000 คน ทั้งนี้ 10 ปีที่ผ่านมา สกว.ให้เงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวนมาก แต่ยังขาดงานวิจัยประเภทประยุกต์ความรู้ เสนอว่างานวิจัยที่สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) ทำ น่าจะต่อยอดเป็นผลงานทางวิชาการ
นายปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร กล่าวว่า รัฐบาลควรทำวิจัยเชิงนโยบายก่อนกำหนดนโยบายใดๆ เช่น การใช้แก๊สที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85% (E 85) ควรวิจัยว่าคุ้มหรือไม่ นอกจากนี้ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ควรต้องคำนึงเรื่องผลกระทบต่อสังคม และด้านวัฒนธรรมด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัยและพัฒนาน้อยมาก เพราะจัดสรรงบฯให้ วช.แค่ 1,000 ล้านบาท และให้ สกว.แค่ 1,600 ล้านบาท รวมกันแล้วน้อยกว่างบฯวิจัยของมหาวิทยาลัยหลักๆ ในอังกฤษ ที่แต่ละแห่งมีงบฯวิจัย 20,000 ล้านบาท เฉพาะคณะแพทยศาสตร์มีงบฯวิจัยถึง 2,000 ล้านบาท
นายประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการสถาบัน TU-RAC กล่าวว่า วช.กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งประเทศไทยระหว่างปีงบฯ 2551-2553 รวมถึงพันธกิจ และดัชนีชี้วัดความสำเร็จ โดยดัชนีชี้วัดได้กำหนดให้รัฐบาลจัดสรรงบฯเพื่อวิจัยเพิ่มขึ้น 1.3% ของ GDP เมื่อสิ้นปีงบฯ 2553, มีค่าใช้จ่ายในการวิจัย 0.5% ของ GDP, สัดส่วนการลงทุนในภาคเอกชนต่อภาครัฐ 1:1 และมีบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา 8 คน ต่อประชากร 1 หมื่นคน แต่คิดว่าคงไปสู่เป้าหมายยากถ้ารัฐบาลยังช้าต้วมเตี้ยมอยู่อย่างนี้ เพราะปัจจุบันใช้งบฯเพื่อวิจัยแค่ 0.2-0.25% ของ GDP มีนักวิจัยเพียงแค่ 0.94 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ขณะที่ญี่ปุ่นมี 10.4 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน และเกาหลีใต้มี 6.8 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน ส่วนของการจดสิทธิบัตรในไทยมี 2,466 รายการ แต่จดสิทธิบัตรโดยคนไทยเพียงแค่ 635 รายการ หรือคิดเป็น 25% เท่านั้น ส่วนบุคลากรที่ช่วยงานด้านวิจัยและพัฒนามีน้อยมาก ขณะที่มาเลเซียมีมากกว่าไทย 3 เท่า
หน้า 23
ข้อมูลจาก มติชน
