คอลัมน์ ข้าราษฎรโดย สายสะพาย
ช่วงเวลาที่ผ่านมีองค์ของรัฐที่เกิดขึ้นตามกฎหมายใหม่ๆ มากมาย ทำให้เกิดปัญหาว่า องค์กรเหล่านี้มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 569/2551) ความว่า พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 11 สิงหาคม 2551 เพื่อให้การเตรียมการจัดตั้งของสถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความชัดเจน จึงขอหารือเกี่ยวกับสถานะของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณยอดเงินฝากถัวเฉลี่ย ดังนี้
1.สถาบันคุ้มครองเงินฝากถือเป็น องค์การของรัฐบาล ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ (เพื่อผลในการยกเว้นการเก็บภาษี)
2.ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองที่นำมาคำนวณเงินนำส่งตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากฯ จะรวมถึงดอกเบี้ยค้างจ่ายของเงินฝากดังกล่าวด้วยหรือไม่
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) มีความเห็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง องค์การของรัฐบาล ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล กิจการของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้ง และหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
สถาบันคุ้มครองเงินฝากจัดมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ฯลฯเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย
พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้ทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากประกอบด้วยเงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้และกำหนดทุนประเดิมไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท
สถาบันคุ้มครองเงินฝากจึงเป็นกิจการของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น จึงเป็น องค์การของรัฐบาล แห่งประมวลรัษฎากร
ประเด็นที่สอง กรณีการฝากเงิน ผู้ฝากเงินจะได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่ได้ตกลงกับธนาคาร เมื่อดอกเบี้ยเกิดขึ้นจะถูกนำมารวมคำนวณกับยอดเงินฝากและเป็นเงินฝากต่อไป
การที่สถาบันการเงินมิได้คำนวณจำนวนดอกเบี้ยทุกขณะที่ดอกเบี้ยเกิดขึ้น แต่จะคำนวณตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 6 เดือน เป็นผลให้จำนวนดอกเบี้ยที่มิได้คำนวณกลายเป็นดอกเบี้ยค้างจ่ายที่สถาบันการเงินยังมิได้จ่ายให้แก่ผู้ฝากเงิน
ดังนั้น ดอกเบี้ยค้างจ่ายที่เกิดขึ้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินฝาก เมื่อมาตรา 49 กำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก ตามอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับความคุ้มครอง ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยดังกล่าวจึงต้องรวมถึงดอกเบี้ยค้างจ่ายที่สถาบันการเงินต้องจ่ายให้แก่ผู้ฝากเงินด้วย
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
